เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่อยู่ฟากฝั่ง ที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” อันมี “พรรคเพื่อไทย” ถือธงนำที่พยายามกระแทกเข้าใส่ “พรรคประชาธิปัตย์” ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ดูแทบไม่มีความหมายเท่าใดนัก โดยเฉพาะเมื่อยามนี้ “เกมการเมือง”บนกระดาน เหลือ “ผู้เล่น” ที่เปิดหน้าออกมาฟาดฟันกันเอง เพียง “พลังประชารัฐ” กับ “ประชาธิปัตย์” เป็นตัวหลัก

ตำแหน่ง “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ที่มี “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ คว้าชัยไปครองในครั้งนี้ ได้สะท้อนภาพความเชี่ยวกรำทางการเมืองอันชัดเจนในชั้นเชิง ระหว่าง “ประชาธิปัตย์”กับ “พลังประชารัฐ” ว่าที่สุดแล้ว ศึกยกแรกประชาธิปัตย์ เป็นฝ่านกดดันและกุมชัยชนะได้สำเร็จ

และเมื่อเสร็จสิ้นจากวาระการเลือกประธานฯ ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนจากฟากประชาธิปัตย์ ว่าด้วยเรื่องของการ “ร่วมรัฐบาล”กับพลังประชารัฐ แกนนำพรรคระบุเพียงว่า เรื่องของการเลือกตั้งประธานฯกับการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่มีการนำวาระการเลือกตั้งประธานสภาฯมาเป็นเครื่องต่อรองใดๆ

“ การที่จะต้องเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเอาไว้ถามหัวหน้าพรรค แต่ส่วนนี้เป็นส่วนที่เจาะจงมาว่าถ้าเป็นผมเขาจะยอมรับ เพราะเชื่อว่าผมยุติธรรม

ซึ่งในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติตนจะต้องรักษาจุดนี้เอาไว้ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นข้อต่อรอง เพราะถ้ามีข้อต่อรองผมก็จะไม่รับ และไม่มีเงื่อนไข แม้กระทั่งว่าจะต้องไปอยู่ในโควต้า” บางส่วนจากการแถลงเปิดใจของ ชวน ภายหลังที่ประชุมส.ส. มีมติเลือกให้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ

เบื้องลึกเบื้องหลังในการขับเคี่ยวกันระหว่างประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ ยาวนานหลายชั่วโมง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่25 พ.ค. เมื่อมี “คำสั่ง” จาก “บิ๊ก” ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และบิ๊กรัฐบาล ให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐ “ดิ้นสู้” กับเกมของประชาธิปัตย์ ด้วยการ “สกัด” ไม่ให้มีการประชุมสภาฯ โดยให้เลื่อนวันพิจารณาออกไปนั้น เพราะไม่ต้องการเดินเข้าทางของประชาธิปัตย์ จนต้องยอมยกมือให้กับชวน แต่สุดท้าย งานนี้พลังประชารัฐ กลับเป็นฝ่าย “เสียหาย”

เพราะก่อนหน้านี้มีเสียงท้วงติงภายในพรรคพลังประชารัฐเองว่าไม่ต้องการยกตำแหน่ง “ประมุขสภาล่าง” ให้กับ “ชวน หลีกภัย” ให้กับประชาธิปัตย์ เพราะจะเท่ากับเป็นการเสีย เก้าอี้ใหญ่ ไปโดยที่เกมการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี ในครม.ใหม่เอง ก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า พลังประชารัฐ จะต้องเสียเก้าอี้ตัวไหนให้กับ ประชาธิปัตย์ที่ดึงมาเข้าร่วมรัฐบาลอีก

“ศึกวัดใจ” ครั้งต่อไปจากนี้ย่อมจะอยู่ที่การโหวตเลือก “นายกฯคนที่ 30” ซึ่งพลังประชารัฐ เองในฐานะพรรคนั่งร้าน ให้กับ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. จะต้องผลักดันภารกิจ ให้ลุล่วง อาจจะต้อง “เหนื่อยหนัก” กว่าวันที่เลือกประธานสภาฯ อีกหลายเท่านัก

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน