ชาวบุรีรัมย์ แห่ลงทะเบียนจดแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์วันสุดท้ายคึกคัก เผยยอดมากที่สุดกว่า 5,000 คน เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ส่วนหนึ่งมาจากต่างจังหวัด แต่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนบุรีรัมย์ มากกว่า 2,000 คน

วันนี้ (21 พ.ค.) ที่ห้องกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้มีประชาชนเดินทางมาลงทะเบียนเพื่อจดแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อการแพทย์ วันสุดท้ายกันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศให้บุคคล 7 กลุ่ม ที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ได้รับอนุญาตผลิต นำเข้า จำหน่าย มีไว้ในครองครอง ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชารักษาโรคเฉพาะตัว และบุคคลอื่นที่มีกัญชาในครอบครอง ให้มาแจ้งครอบครองกัญชาโดยไม่ต้องรับโทษ ภายในเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา

ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้าย มีประชาชนเดินทางมาแจ้งครอบครองกัญชากันเป็นจำนวนมากกว่าปกติ จนทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องจัดเจ้าหน้าที่มาตั้งโต๊ะให้บริการประชาชน ที่จะมากรอกเอกสารและยื่นหลักฐานบริเวณด้านหน้า มีการแจกบัตรคิวเพื่อความเป็นระเบียบ ลดความแออัดที่จะเกิดขึ้น

สำหรับผู้ป่วยที่มาแจ้งความประสงค์ครอบครองกัญชานั้น จะถ่ายรูปต้นกัญชาที่ปลูกมาด้วย เพื่อเป็นหลักฐาน พร้อมกรอกบัตรประชาชนและใบรับรองแพทย์ว่าเป็นโรคตามที่กำหนดและเป็นจริง

โดย นายโอฬาร ชูเกียรติสกุล อายุ 66 ปี ซึ่งเป็นอาจารย์ ด้านพืชสมุนไพร ชาว จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในผู้ที่มาแจ้งครองครองกัญชา เปิดเผยว่า วันนี้ต้องมายื่นครอบครอง เพราะเป็นป่วยโรคความดันโลหิตสูง ความต้องการให้กลุ่มผู้ป่วยได้ใช้สิ่งที่เป็นพืชสมุนไพร และเมื่อได้ครอบครองแล้วก็ปรับเปลี่ยนเรียนรู้และนำไปใช้ให้มันถูกวิธี สำคัญที่สุดคือทุกคนได้ใช้ทั่วถึงกัน และให้ถูกฎตามหมายกำหนดไว้ ซึ่งความวิเศษของกัญชาไม่ได้มีมากมายก็เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง แต่พอสกัดทำให้ถูกความร้อนก็จะเป็นยาที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ในศรัทธาของผู้ป่วยโดยมากก็หาที่พึ่งโดยใช้กลุ่มของพืช ที่ไม่มีผลข้างเคียงอะไรมากมาย

นายโอฬาร กล่าวต่อว่า ตนเองป่วยเป็นความดันโลหิตสูง จึงมาขอแจ้งจดขอครอบครองและขอปลูกกัญชา ซึ่งได้ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านภูมิปัญญาไทยกับการดูแลสุขภาพ ดำเนินการมานานแล้ว พอมีกรอบตรงนี้เข้ามา เพื่อให้มันถูกต้องตามกฏหมาย เราก็จำเป็นต้องมาขึ้นทะเบียนเอาไว้

“อย่างไรก็ตาม มองว่าบทบาทของรัฐบาลตอนนี้ เมื่อความต้องการของชุมชน ของสังคม ของประชาชนต้องการแล้ว ทางรัฐบาลก็ต้องไปเปลี่ยนปรับแก้กฎหมายตรงนี้ เพื่อให้มันถูกต้อง ชาวบ้านจะได้เข้าถึงทุกครัวเรือน ทุกคน และขอย้ำว่า กัญชา ไม่ใช่ยาเสพติด เป็นผักพื้นบ้าน เป็นอาหารสมุนไพร เรานำไปใส่แกง ใส่ต้ม แต่พอเอามากินสามารถลดแก้ปวดได้ ปรับสมดุลร่างกายได้มันก็มีประโยชน์ต่อสังคมไทย” อ.โอฬาร กล่าว ในที่สุด

ทั้งนี้ จากข้อมูล ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 มีผู้มายื่นลงทะเบียนเพื่อจดแจ้งครอบครองกัญชาฯ แล้วจำนวนมากกว่า 5,000 คน ประมาณกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรง ที่เหลือก็เป็นโรคที่มีความหลากหลาย เพราะกัญชาใช้ทางการแพทย์ได้หลากหลาย ผู้ที่ขอจดแจ้งส่วนหนึ่งจะมาจากต่างจังหวัด แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนบุรีรัมย์ ประมาณกว่า 2,000 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยังไม่มาจดแจ้งครอบครอง หลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ไปแล้ว จะมีโทษตามกฎหมายพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่7) พ.ศ.2562 คือมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการขออนุญาตปลูก ขาย นำเข้า หรือส่งออกนั้น ยังไม่อนุญาตให้ทำอย่างเสรี แต่จะขออนุญาตเพื่อใช้ในประโยชน์ทางการแพทย์ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศในอนาคต