เอ่ยถึง “สงครามเย็น” ก็ต้องบอกว่า เคยเขย่าขวัญชาวโลก ให้หวาดผวากันมาครั้งหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่เสร็จสิ้น “สงครามโลกครั้งที่ 2” เมื่อช่วงกลางของคริสต์ทศวรรษ 1940 ลากยาวมาถึง “การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย” ในช่วงต้นของคริสต์ทศวรรษ 1990 หรือเกือบๆ กึ่งศตวรรษ50 ปีเต็มกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม “สงครามเย็น” ที่หลายๆ คน เห็นว่า คงจบสิ้นไป เพราะมหาอำนาจสองขั้วค่าย คือ “โลกเสรีประชาธิปไตย” ภายใต้การนำของ “สหรัฐอเมริกา” ปะทะกับ “โลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์” ในการนำของ “สหภาพโซเวียตรัสเซีย-หลังม่านเหล็ก” และ “จีนแผ่นดินใหญ่ - หลังม่านไม้ไผ่” โลกเราไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนกับ “สงครามเย็น” ที่ว่า เนื่องจาก “สหภาพโซเวียตรัสเซีย” ผู้นำได้ล่มสลายจนกลายเป็นอดีตไปแล้วนั้น ปรากฏว่า “สงครามเย็น” ข้างต้น ได้หวนกลับมาเวียนวน ชวนให้ชาวโลกต้องขนพองสยองเกล้ากันอีกครั้ง

ภายหลังจากการกลับมาผงาดขึ้นมาของ “พญาหมี - รัสเซีย” ในภาคใหม่ ภายใต้การนำของ “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน” จนรัสเซีย สามารถเผชิญหน้ากับ “สหรัฐอเมริกา” เจ้าของฉายา “พญาอินทรี” ในหลากสังเวียนสนามประลองเกมการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในหลายพื้นที่ภูมิภาคโลก

โดยที่นับว่า ฉากสำคัญของการกลับมาของ “สงครามเย็น” รอบใหม่ บรรดาผู้สันทัดกรณีก็ชี้ว่า “สงครามกลางเมืองยูเครน” ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2557 ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นเด่นชัดที่สุด จนถึงขนาดระบุกันว่า สงครามเย็นในยุคสหัสวรรษ คือ หลังคริสต์ศักราช 2000 ได้ปะทุขึ้นมาแล้ว

ทั้งนี้ ใน “สงครามกลางเมืองยูเครน” ข้างต้น ก็เป็นการสัประยุทธ์ผ่านกองกำลังตัวแทนระหว่างกันและกันในประเทศยูเครน โดยกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเคียฟ ทางการของยูเครน ก็มีสหรัฐฯ พร้อมด้วยชาติตะวันตกอื่นๆ ให้ความสนับสนุน ขณะที่ ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเคียฟ หรือที่หลายคนเรียกว่า ฝ่ายกบฎ ก็ได้รัสเซีย ให้การหนุนหลัง เป็นประการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ และการช่วยฝึกทางการทหารให้ รวมไปจนถึงขั้น มีปฏิบัติการจนผนวกภูมิภาคไครเมียของยูเครน มาเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย ในปีเดียวกับที่ “สงครามกลางเมืองยูเครน” ปะทุคุโชนขึ้น

นอกจากการเปิดฉากเผชิญหน้าในแบบสงครามเย็นตามภูมิภาคที่มีประชากรอาศัยอยู่ทั่วไปแล้ว ล่าสุด ทั้งสองฟากฝ่าย ก็ได้เริ่มสัประยุทธ์ในสงครามเย็น ช่วงชิงอิทธิพลในภูมิภาคอันเวิ้งว้าง ร้างผู้คนพำนักอาศัย แทบจะไม่มีใครอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย

อย่าง “ขั้วโลกเหนือ” ภูมิภาคที่มีสภาพอากาศหนาวจัดเย็นยะเยือก ซึ่งอุณหภูมิแต่ละวัน ก็ “ติดลบ 30 องศาเซลเซียส (-30 C)” หรือ “ติดลบ 22 องศาฟาเรนไฮต์ (-22 C)” กองหิมะสูงเป็นภูเขา รวมถึงแหล่งน้ำ ก็กลายเป็นธารน้ำแข็ง แต่ปรากฏว่า บรรดาชาติมหาอำนาจของสองฟากข้าง คือ ฝั่งตะวันตก นำโดยสหรัฐฯ และขั้วโลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เดิม ได้แก่ รัสเซีย และจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ไปประชันขันแข่งกันในบริเวณขั้วโลกเหนือดังกล่าว

หน่วยรบเคลื่อนที่เร็วของกองทัพนอร์เวย์ ลาดตระเวนในพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

โดยทางฟากสหรัฐฯ นั้น ทาง “เพนตากอน” หรือ “กระทรวงกลาโหม” ได้เริ่มประกาศ “ยุทธศาสตร์ใหม่ว่าด้วยภูมิภาคอาร์กติก หรือขั้วโลกเหนือ (New Arctic Strategy)”เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

พร้อมๆ กันนั้น ทางการสหรัฐฯ ก็ส่ง “ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน” เรือบรรทุกเครื่องบินที่ทรงพลานุภาพแห่งกองทัพเรือลุงแซม ไปยังขั้วโลกเหนือ ภูมิภาคอาร์กติก โดยเข้าไปถึงภายในพื้นที่ที่เรียกว่า “วงกลมอาร์กติก (Arctic Circle)” กันเลยทีเดียว

เรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส แฮร์รี เอส. ทรูแมน” แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ปฏิบัติการข้างต้น ก็ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบ ระดับเรือพิฆาตบรรทุกเครื่องบินในลักษณะนี้ เข้าไปถึงภายในวงกลมอาร์กติก

ใช่แต่เท่านั้น สหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุคนี้ ตามการเปิดเผยของ “นายไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ” ก็ระบุว่า จะ “ฟื้นฟูกองเรือฝ่าน้ำแข็ง” ขึ้นมาอีกคำรบ ซึ่งสหรัฐฯ เคยมีมาครั้งที่ยังเผชิญกับอดีตสหภาพโซเวียตรัสเซีย ในยุคที่ “สงครามเย็น” กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น เมื่อช่วงปลายของคริสต์ศตวรรษที่แล้ว

นอกจากนี้ ก็จะมีการซ้อมรบทั้งภายในกองกำลังทหารที่ตั้งขึ้นมาใหม่ของสหรัฐฯ รวมถึงกับเหล่าชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ เองด้วย ได้แก่ อังกฤษ ในฐานะชาติคู่หูของสหรัฐฯ มาแต่ไหนแต่ไร และเหล่าชาติในคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย อย่างสวีเดน นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ซึ่งกลุ่มชาติเหล่านี้ มีความชำนาญในพื้นที่แบบขั้วโลกเหนือ หรือภูมิภาคอาร์กติก เป็นอย่างดี ในฐานะ “เจ้าถิ่น”

กองทัพรัสเซีย ที่ประจำการบนขั้วโลกเหนือ

ขณะที่ ทางฟากฝั่งของรัสเซียและจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า แถมยังอาจกล่าวได้ว่า น่าจะล้ำหน้าเหนือกว่าสหรัฐฯ ที่เพิ่ง “รู้สึกตัว” ไปแล้วด้วยซ้ำ โดยรัสเซีย สมัยของประธานาธิบดีปูติน เข้าไปเบิกทางสร้างอิทธิพลมาหลายเพลาแล้ว แบบใช้แผนการเดียวกับของ “โจเซฟ สตาลิน” อดีตผู้นำสหภาพโซเวียตรัสเซีย ที่เคยขยายอิทธิพลเข้าไปในขั้วโลกเหนือเป็นต้นแบบ

เช่นเดียวกับ จีนแผ่นดินใหญ่ ที่พญามังกร ทะยานเข้ามายังภูมิภาคอาร์กติกมาเป็นเวลาหลายปีแล้วเช่นกัน ผ่านโครงการสนับสนุนและช่วยเหลือทางเศรษฐกิจเป็นประการต่างๆ โดยมีวัตถุประสงค์ก็เพื่อครอบครองทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ขั้วโลกเหนือแห่งนี้เป็นบำเน็จกำนัลมือ

ภาพการ์ตูนวาดล้อเลียนรัสเซียและจีน รุกขยายอิทธิพลเข้าไปในขั้วโลกเหนือ