แม้ในวันที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ จะยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการจับขั้วกันของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลว่า ขั้วใดเป็นฝ่ายชิงตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

แต่สิ่งที่มีความชัดเจนมาตั้งแต่เห็นพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ ปี 2560 แล้วก็คือ รัฐบาลที่จะได้มานั้น จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค

จากผลการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. เพิ่งประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ คือ 95% ก็เป็นที่ประจักษ์ถึงผลิตผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วว่า ไม่มีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร และทุกคะแนนมีค่า

ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยแม้จะได้ส.ส.มากที่สุด แต่ก็ทำได้เพียง 136 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาฯ หรือ 250 เสียง รองลงมาคือพรรคพลังประชารัฐ 115 คน พรรคอนาคตใหม่ 80 คน พรรคประชาธิปัตย์ 52 คน พรรคภูมิใจไทย 51 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 10 คน พรรคประชาชาติ 7 คน พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรรคชาติพัฒนา 3 คน พรรคเสรีรวมไทย 10 คน พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คน พรรคเพื่อชาติ 5 คน พรรคพลังท้องถิ่นไท 3 คน พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน พรรคพลังชาติ 1 คน พรรคประชาภิวัฒน์ 1 คน พรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน พรรคพลังไทยรักไทย 1 คน พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 คน พรรคประชานิยม 1 คน พรรคประชาธรรมไทย 1 คน พรรคประชาชนปฏิรูป 1 คน พรรคพลเมืองไทย 1 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 คน พรรคพลังธรรมใหม่ 1 คน พรรคไทรักธรรม 1 คน

จะเห็นได้ว่าคะแนนเสียงกระจายออกไปเป็น “เบี้ยหัวแตก” ตามหมากกลที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้

ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ให้ความเห็นไว้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2558 ตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ คือรัฐบาลผสมที่พรรคแกนนำมีเสียงไม่ถึงครึ่งยกเว้นรัฐบาลผสมที่พรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล( Grand Coalition )ถึงแม้ทั้งสองพรรคจะมีเสียงไม่ถึงครึ่งแต่ก็มีเสียงข้างมากเด็ดขาด กรณีนี้จะเกิดปัญหาก็เฉพาะเมื่อพรรคใหญ่ทั้งสองพรรคตกลงร่วมกันไม่ได้เท่านั้น

โดยส่วนใหญ่ถ้าการเลือกตั้งไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่งและมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กหลายพรรค การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดจากพรรคใหญ่หนึ่งพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคขนาดกลางหลายพรรคหรือบางครั้งอาจรวมพรรคเล็กด้วย กรณีนี้จะทำให้เกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ทั้งนี้เพราะพรรคขนาดกลางที่มีผลต่อการอยู่รอดของรัฐบาลจะมีอำนาจต่อรองสูงมาก และถ้าพรรคขนาดกลางร่วมมือกันด้วยก็จะยิ่งทำให้พรรคขนาดกลางมีอำนาจต่อรองมากขึ้น

ส่วนพรรคแกนนำที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจต่อรองน้อยมาก แม้กระทั่งการกำหนดนโยบายก็จะไม่มีเอกภาพ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็ต้องการใช้นโยบายของตนเอง นายกรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลเพราะทุกพรรคจะมีอำนาจในการคัดเลือกรัฐมนตรีของตนเอง

นายกรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจสั่งการกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลดูแลเพราะจะถือว่าเป็นการก้าวก่ายกัน รัฐบาลลักษณะนี้จะเอื้อต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นมากเพราะนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุมพรรคร่วมรัฐบาล จนบางครั้งเกิดคำวิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีพายเรือให้โจรนั่ง โดยที่นายกรัฐมนตรีถึงแม้จะเป็นคนดีก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถ้าทำอะไรกระทบกระเทือนพรรคร่วมรัฐบาล รัฐบาลก็อาจจะอยู่ไม่ได้

นอกจากนี้รัฐบาลที่อ่อนแอจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาสำคัญของประชาชน และการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของชาติ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไม่มีเอกภาพมากพอ นอกจากนี้พรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ต้องการให้พรรคใดโดดเด่นเกินตนอีกด้วย”

เราคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง จะสามารถฝ่ากับดัก “รัฐบาลผสมที่อ่อนแอ” ไปได้ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ