PTT-KV-DJSI-Online

"ปชป."ปูดไม่ปลื้ม"พปชร."แบ่งเค้กรัฐมนตรี 3พรรคจับขั้วตั้งรบ. ดันมาร์คนั่งนายกฯ จี้"ตู่-ป้อม"เร่งเคลียร์ อนุทินฟังเสียงปชช.

การเมืองใกล้เริ่มร้อนระอุ ปูดขั้วที่ 3 พรรค "ปชป.-ภท.-ชทพ." ผนึกกำลังจัดตั้งรบ.แข่งกับ"พปชร." หลังไม่พอใจได้แค่กระทรวงเล็ก พร้อมยกเคส"สุเทพ สายเปย์"ประเคนชิ้นปลามันให้พรรคร่วม ก่อนชู"อภิสิทธิ์"เป็นนายกฯ แนะ"ลุงตู่-ลุงป้อม"เจ้าของพรรคตัวจริงลงมาดิวเองก่อนสายเกินไป "อุตตม"ปัดข่าว "พลังประชารัฐ"ยึดกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด หวังตั้งรัฐบาลเสร็จเดือนนี้ โวพรรคร่วมได้ทุกพรรครู้จักกันดี "อนุทิน"โพสต์ยังไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล-แบ่งกระทรวง ระบุ"พรรคภูมิใจไทย"รอฟังเสียงประชาชน "ปชป."ลั่นฟ้อง"กกต."ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ปมคำนวณให้พรรคเล็กได้ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ชี้ทำคะแนนพรรคการเมืองตกทะเลนับล้าน ย้ำเกณฑ์ไม่ถึงส.ส.พึงมีไม่มีสิทธิ์รับการจัดสรร โผล่อีก"ธนาธร"ถือหุ้น2บริษัทเครือไทยซัมมิท แจ้งวัตถุประสงค์ทำหนังสือพิมพ์

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.62 แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่พรรคพลังประชารัฐ ประกาศว่าสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เสียงเกิน 250 เสียง โดยตำแหน่งนายกฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และ กระทรวงเศรษฐกิจเดิมทั้งหมดอยู่กับพรรคพลังประชารัฐและมอบ 6 เก้าอี้ ให้พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งยังมอบ 2 เก้าอี้ ให้พรรคชาติไทยพัฒนานั้น แกนนำพรรคประชาธิปัตย์รู้สึกแปลกใจกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และอยากเรียกร้องให้เจ้าของพรรคตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มาเปิดโต๊ะเจรจากับแกนนำพรรคการเมืองต่างๆที่ปรากฎเป็นข่าวโดยตรง ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้คุยกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐตัวจริงในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะประชาธิปัตย์จะคุยเรื่องเหล่านี้ภายหลังคัดเลือกหัวหน้าพรรคแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ค. เสร็จสิ้นเสียก่อน

นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับกรณีที่พรรคพลังประชารัฐระบุจะเก็บกระทรวงเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด เพราะอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อรัฐบาลในอนาคต ร่วมทั้งยังเปิดช่องให้ถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้าม เพราะตลอดระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลคสช. 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าประชาชนระดับล่างและกลางได้รับความยากจนเป็นวงกว้าง เห็นได้ชัดการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า และยอดคนขึ้นทะเบียนคนจนมากขึ้นจาก 11.4 ล้านคน เป็น 14.5 ล้านคน ดังนั้นหากพลังประชารัฐ ไม่ยอมคลายกระทรวงเศรษฐกิจเหล่านี้ให้พรรคการเมืองต่างๆ อาจเกิดปัญหา และพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงกับประชาชนได้

แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะที่สูตรการจัดตั้งรัฐบาล ที่ถูกปล่อยออกมา ก็ไม่ถูกต้องทั้งหลักการและประเพณีปฏิบัติ เพราะพรรคพลังประชารัฐ มีเสียงเพียง 115 เสียง เท่านั้น แต่กลับยึดกระทรวงหลักไว้ทั้งหมด ทั้งกระทรวงความมั่นคง และ เศรษฐกิจ แตกต่างจากสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 52 ที่เสียงในมือมากถึง163 เสียง สมัย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น ใจถึงมอบเก้าอี้สำคัญให้พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินจำนวน 29 เสียง ก่อนไปกำเนิดเป็นพรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้สำคัญอย่าง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม เป็นต้น ก่อนที่จะผลักดัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ได้สำเร็จ ดังนั้นเงื่อนไขที่พรรคพลังประชารัฐปล่อยออกมา จึงยากที่จะยอมรับ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าหากพรรคพลังประชารัฐยังไม่ยอมคลายกระทรวงสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง พรรคภูมิใจไทย 51 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง รวมประมาณ 113 เสียง จะอาสาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นขั้วที่ 3 ไปเชิญชวนพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคเพื่อไทย และยังถือเป็นสูตรการเมืองขั้วที่ 3 ที่ไม่มีความขัดแย้งกับใคร และเปิดกว้างการร่วมรัฐบาลกับทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการยอมรับจากพรรคการเมืองต่างๆ และถือเป็นอีกหนึ่งทางออกของประเทศได้อีกด้วย

ที่พรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่พรรค พปชร.รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ ยังไม่มีอะไรเป็นข้อยุติ ในการดำเนินการของพรรคนั้น กรรมการบริหารพรรค มีมติให้ตนและนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสานงาน เจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล และจนถึงขณะนี้ ก็กำลังอยู่ในระหว่างการประสานงานกับพรรคอื่นๆอยู่ สุดท้ายผลเป็นอย่างไร ก็จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกระทรวงเศรษฐกิจว่าพรรค พปชร.ควรปล่อยให้พรรคร่วมอื่นๆบ้าง นายอุตตม กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ไปถึงขั้นนั้นจนมีข้อยุติว่าใครจะได้กระทรวงใด ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นของการหารือ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพิ่งรับรอง ส.ส.จึงยืนยันว่ายังไม่มีเรื่องนี้

ส่วนกระแสข่าวความไม่พอใจของพรรคประชาธิปัตย์ที่พรรคพลังประชารัฐเอากระทรวงเศรษฐกิจไปทั้งหมด จึงมีแผนจะแยกตัวจัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา นายอุตตม กล่าวว่า ยังไม่ได้ยินข่าวนี้ แต่การดำเนินการของเราก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ตอนนี้ยังไม่เห็นเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า จริงหรือไม่ที่พรรค พปชร.จะคุมกระทรวงเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด นายอุตตม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่พรรคจะต้องหารือกันในพรรค รวมถึงพรรคร่วม การแบ่งงานถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และยอมรับว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพรรคพลังประชารัฐได้แถลงนโยบายในด้านนี้ต่อประชาชนแล้ว ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐจึงให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจมาก โดยต้องขับเคลื่อนให้ได้ ส่วนใครจะได้เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงใดนั้น เรายังไม่ได้หารือกันถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า หัวหน้าและเลขาฯพรรคจะต้องออกไปพูดคุยกับพรรคร่วมด้วยตัวเองเลยหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ปัจจุบันนี้สามารถทำได้หลายวิธี สามารถโทร.คุยกันก็ได้ เพราะพวกเรารู้จักกันทั้งหมด ดังนั้นการติดต่อพูดคุยจึงไม่ใช่เรื่องยาก และก็ได้ติดต่อพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่วันนี้อาจต้องมาพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ว่าใครบ้างที่สนใจจะมาร่วมงานกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พปชร.

เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเข้ามาร่วมพิจารณาจัดตั้งรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเรื่องของพรรค แต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลที่พรรคเสนอให้เป็นนายกฯ เมื่อถึงเวลาที่สมควรก็จะว่ากันอีกที

เมื่อถามว่า ตอนนี้ประเมินว่าพรรคพลังประชารัฐรวมกับพรรคร่วมแล้วจะได้ส.ส.เท่าใด นายอุตตม กล่าวว่า ต้องรอให้ได้ข้อยุติก่อน ตนไม่อยากพูดถึงตัวเลขในตอนนี้ แต่เรามั่นใจเช่นเดิมว่าพรรคพลังประชารรัฐจะสามารถพูดคุย หารือ เจรจากับพรรคอื่นๆ เพื่อตั้งรัฐบาลได้ เพราะต้องรอให้การเจรจายุติก่อน เรายังคาดการณ์ตัวเลขไม่ได้ เพราะหากไปพูดว่าได้เกิน 250 เสียงแล้ว ก็จะไม่ดีต่อพรรคที่อยากเข้ามา อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีการพูดคุยกันหลายพรรค แต่ยังไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะเป็นการพูดคุยที่ยังไม่มีข้อยุติ

เมื่อถามว่า คาดว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะแล้วเสร็จเมื่อใด นายอุตตม กล่าวว่า ถ้าเป็นไปตามโรดแมป หวังว่าคงไม่นาน เราก็หวังอยากเห็นประเทศเดินหน้าได้ เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามา จึงอยากขอเวลาอีกซักระยะหนึ่งเพื่อเจรจา ส่วนจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ แต่อยากให้จบภายในเดือนนี้ ตามที่ทุกคนคาดหวัง เมื่อถามว่า จะต้องรอมติพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่ามติของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร จึงต้องรอฟัง

เมื่อถามว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่พรรควางตัวไว้คือ นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ใช่หรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า เป็นส่วนหนึ่งของการหาหรือภายในพรรค แต่ยังไม่มีข้อยุติว่าจะเป็นใคร ซึ่งมีหลายคนที่ดูไว้ โดยเฉพาะนายสุชาติถือว่ามีศักยภาพ แต่ก็ต้องหารือกันภายในพรรค ให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีกี่พรรคที่ตอบรับร่วมรัฐบาลแล้ว นายอุตตม กล่าวว่า กำลังหารืออยู่ อย่าพึ่งไปพูดว่ามีกี่พรรค เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่เราทำงานทุกวัน เมื่อใกล้เวลา ก็จะมีความชัดเจนเอง และจะแจ้งสื่อให้ทราบ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าทุกพรรคก็รอจังหวะอยู่ เพราะกกต.เพิ่งรับรอง ส.ส. จึงยังไม่มีใครออกมาพูดถึงเรื่องโควต้า แต่หลังจากนี้ ก็จะเริ่มมาคุยกัน ถึงตอนนั้นความชัดเจนก็จะเกิดขึ้น

เมื่อถามว่า ที่ยังไม่ชัดเจนเพราะยังติดขัดเรื่องการต่อรองตำแหน่งกันหรือไม่ นายอุตตม กล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะไม่มีการติดขัดเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่ง เชื่อว่าพรรคที่มาคุยกัน ต่างต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ จึงเชื่อว่าเราจะสามารถสร้างความเข้าใจร่วมกันว่าการหาหรือเจรจา

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันที่ 14-15 พ.ค. พรรคจัดให้มีการสัมมนาส.ส.พรรคทั้งหมด ที่โรงแรมเดอะซายน์ พัทยา จ.ชลบุรี ทั้งส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ เป็นการอบรมเป็นการภายใน เชิญวิทยากร บุคคลต่างๆมาให้ความรู้การเป็นส.ส.ต้องเดินไปอย่างไร ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความฝนเฟซบุ๊กส่วนตัว "อนุทิน ชาญวีรกูล" ถึงกระแสข่าวไปจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ว่า ขอเรียนว่ายังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลและแบ่งกระทรวง พรรคภูมิใจไทย กำลังฟังเสียงประชาชน

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อของกกต.ว่า การคิดคำนวณของกกต.ที่คำนึงถึงพรรคเล็กเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ พรรคเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บอกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 128 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 91 เมื่อกฎหมายประเทศไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็ต้องดำเนินการตามอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม วิธีคำนวณของกกต.ตีความเกินเลยกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้มีส่วนได้เสียต่อคะแนนส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้รับรองการกระทำของกกต. เมื่อกกต.ตีความเกินรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นทุกช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด จะมีพรรคการเมืองได้ส.ส.เพียง 16 พรรค ฝ่ายประชาธิปไตยที่จับมือกันต่อต้านการสืบทอดอำนาจจะมีเสียงส.ส.ประมาณ 253 เสียง แต่วิธีคำนวณของกกต.ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเหลือส.ส. 245 เสียง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายพรรคพลังประชารัฐจะได้เสียงส.ส.เกิน 250 เสียง เพราะความเป็นจริงในขณะนี้คะแนนออกมาเป็น 3 กลุ่ม ฝ่ายต่อค้านการสืบทอดอำนาจ 245 เสียง ฝ่ายสนับสนุนสืบทอดอำนาจ 138 เสียง ซึ่งยังมีพรรคที่ไม่ประกาศตัวชัดเจนคือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมีคะแนนรวมกันประมาณ 116 เสียง หากตีความว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยซึ่งเคยประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ในการสืบทอดอำนาจด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าพรรคพลังประชารัฐรวมเสียงได้เกิน 250 เสียง จนกว่าตัวแทนของพรรคการเมืองทุกพรรคจะประกาศตัวยืนอยู่ข้างพรรคพลังประชารัฐ ตอนนี้จึงอยากทราบว่า พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยที่เคยประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์สืบทอดอำนาจ วันนี้ยังยืนยันเช่นนั้นหรือไม่ ทุกอย่างจะได้ชัดเจน ทั้งนี้ ตอนนี้ยังไม่ถือว่าเราแพ้ เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครรวมเสียงได้เกิน 245 เสียง เรายังเป็นฝ่ายที่รวมเสียงได้มากที่สุด และยังมีความหวังว่าจะสะท้อนเจตนารมย์ของประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งมากที่สุด

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนเชวง รักษาการกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คำนวณให้พรรคเล็กได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่า พรรคน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ซึ่งสาระสำคัญมีเพียงเท่านี้ แต่วิธีคำนวณของกกต.เป็นประเด็นใหญ่ เพราะพรรคเล็กเหล่านั้นไม่ได้มีคะแนนถึงเกณฑ์ส.ส.พึงมี ซึ่งขัดแย้งกับกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 91 และมาตรา 128 คำนวณไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ความถูกต้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 91 และมาตรา 128 ตรงกัน คือส.ส.บัญชีรายชื่อต้องสะท้อนเสียงของประชาชน โดยจำนวนเสียงของประชาชนกำหนดจำนวนส.ส.พึงจะมี ดังนั้น พรรคการเมืองใดมีคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ส.ส.พึงมี ไม่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อ

"จากการคิดคำนวณของกกต.ในครั้งนี้ คะแนนไม่ได้ตกน้ำ แต่ตกทะเลเป็นล้านคะแนน นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับว่ารับฟังไม่ได้โดยสิ้นเชิง ในส่วนของประชาธิปัตย์สูญเสียกว่าสองแสนคะแนน และพรรคการเมืองอื่นอีก ซึ่งรวมเป็นหลักล้านคะแนน ผมไม่ทราบว่าการคำนวณแบบนี้ประโยชน์จะเกิดขึ้นกับใครหรือพรรคใด แต่ที่แน่ๆ คือประชาชนเสียงคะแนนของเขาทันที ผิดเจตนารมของกฏหมาย " นายราเมศ กล่าว

นายราเมศ กล่าวว่า กกต.เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อมีการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ บุคคลที่ได้รับผลกระทบย่อมมีกฏหมายคุ้มครองอยู่ ซึ่งในส่วนของพรรคผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 20-22 คือผู้เสียหายโดยตรง เราจึงต้องใช้กระบวนการต่างๆตามรัฐธรรมนูญและกฏหมาย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ จะดำเนินการฟ้องดำเนินคดีกับกกต. ทั้งในพรรคและในนามส่วนบุคคล หากมีความคืบหน้าจะแถลงต่อไป

ขณะที่ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ปัจจุบัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถือหุ้นธุรกิจเครือไทยซัมมิทประมาณกว่าสิบแห่ง ในจำนวนนี้อย่างน้อย 2 แห่ง แจ้งรายละเอียดวัตถุประสงค์ของบริษัทข้อหนึ่งประกอบกิจการโรงพิมพ และออกหนังสือพิมพ์

1.บริษัท ไทยซัมมิท ระยอง โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด จดทะเบียนวันที่ 12 มี.ค. 2553 ทุน 350 ล้านบาท (ปัจจุบัน 750 ล้านบาท ) ที่ตั้งเลขที่ 500/82 หมู่ที่ 3 ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง แจ้งวัตถุปะสงค์ 15 ข้อ ระบุ ข้อ (11) ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ (ดูเอกสาร) นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกรรมการ นายธนาธรถือ 700,000 หุ้น จากทั้งหมด 3,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ณ วันที่ 30 เม.ย.2561 นายธนาธร ถือ 1,500,000 หุ้น (20%) จากจำนวนทั้งหมด 7,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ยังไม่เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจนถึงปัจจุบัน (ดูเอกสาร)

2.บริษัท ไทยซัมมิท บ้านโพธิ์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 26 มีนาคม 2556 ทุน 380 ล้านบาท ทุนปัจจุบัน 500 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 102/1 หมู่ที่ 3 ต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา แจ้งวัตถุประสงค์ 15 ข้อ ระบุข้อ (11) ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ (ดูเอกสาร) มี นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกรรมการ ณ วันที่ 27 เม.ย.2561 นายธนาธร ถือ 1,000,000 หุ้น(20%) จากจำนวนทั้งหมด 5,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ยังไม่เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจนถึงปัจจุบันอ่านต้นฉบับ