กว่าจะได้ตั้งรัฐบาลใหม่ โดยขั้วอำนาจของ “พรรคพลังประชารัฐ” ก็ดูจะวุ่นวายไม่น้อย ทั้งที่ก่อนการเลือกตั้ง ก่อนวันลงสนาม บรรดา “พรรคแนวร่วมพันธมิตร” ที่สนับสนุน “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขึ้นเป็น “นายกฯคนที่ 30” น่าจะมีความแน่นแฟ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว แกนนำของพรรคพลังประชารัฐ คงไม่แสดงความมั่นใจมาโดยตลอดว่า พลังประชารัฐ จะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้ว่า พรรคจะได้ที่นั่งส.ส.ระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ จำนวนเท่าใดด้วยซ้ำ !

นั่นหมายความว่า พรรคพลังประชารัฐ รู้ดีว่า ถึงอย่างไรเสียเส้นทางไปสู่อำนาจ ก็จะต้องถูกกำหนดโดยขั้วที่หนุนคสช.ที่ปวราณาตัวโดดลงมาทำงานการเมือง สร้างนั่งร้านมาก่อนหน้านี้ จนถึงกับทำให้ทั้งรัฐบาลและคสช.ถูกฝ่ายตรงข้าม “ถล่ม” จนซวนเซกันมาแล้ว

แต่แล้ว สิ่งที่คาดการณ์และ “แผนการเล่น” ที่ว่านั้นถูกกำหนดขึ้น “ก่อนเลือกตั้ง” ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ทุกพรรคการเมือง ต่างไม่มีใครรู้ว่าพรรคไหน จะได้ตัวเลขส.ส.กี่ที่นั่ง และเมื่อผ่านพ้นพิธีกรรมเลือกตั้ง เสร็จสิ้นลงไปแล้ว จึงปรากฎชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐ กลายเป็น “พรรคอันดับ2” อีกทั้งยังชี้ชัดว่า อาจจะต้องพึ่งพา พรรคอื่นๆ เพื่อรวบรวมเสียงส.ส.เป็น “รัฐบาลผสม”

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลังผ่านพ้นงานพระราชพิธีสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ การเมืองจึงเริ่มขยับ !

แต่เป็นการขยับและเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น มิหนำซ้ำยังปรากฎเป็นข่าวว่า “ดีล” ที่วางกันเอาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคแนวร่วม ทั้งพรรคภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติพัฒนา รวมถึงพรรคขนาดเล็กที่วันนี้ ทุกเสียงมีความหมาย กำลังจะ “ล่ม” เสียแล้วหรือไม่ ?

เพราะเงื่อนไข “ข้อตกลง” ในการเจรจาต่อรอง เรื่อง “โควต้ารัฐมนตรี” ที่พรรคพลังประชารัฐ จะเกลี่ยให้กับ พรรคการเมืองอื่นๆ นั้นจะสร้างความไม่พอใจ จนเกิดเป็น “สูตรรัฐบาลใหม่” โดยไม่มีพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

เมื่อภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และประชาธิปัตย์ ได้ผนึกกำลังเปิด “ขั้วที่สาม” ส่งสัญญาณตั้งรัฐบาลแข่งกับ พลังประชารัฐ ด้วยไม่พอใจกับการจัดสรรกระทรวง ที่แทบไม่ได้กระทรวง “เกรด A” โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เพราะพรรคอื่นๆเองก็เชื่อว่า พวกเขาเองมี “มือทำงาน” ที่ไม่แพ้ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่เคยทำงานในสมัยรัฐบาลคสช.แต่อย่างใด

ปัญหาการเป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” นี่เองที่อาจจะทำให้กลายเป็น “จุดอ่อน” สำหรับพรรคพลังประชารัฐ อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก !

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองเข้าไปยัง พรรคพลังประชารัฐ ก็จะยิ่งพบว่าเต็มไปด้วย “กลุ่มก๊วน” มากมายหลายขั้ว ที่ต่างอ้าง “ผลงาน” สร้างความดีความชอบ เพื่อสร้าง “นั่งร้าน” ให้กับคสช.และผลักดันพล.อ.ประยุทธ์ ให้กลับมาเป็น “นายกฯรอบสอง”

หลายสิ่งหลายอย่างที่กำลังพัลวัน กันอยู่ทั้งภายในพรรคพลังประชารัฐ และบานปลายไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” แข่งกับ ขั้วพรรคเพื่อไทย ในปีกของคสช.จึงวุ่นวาย อย่างที่เห็น !