สถาพร ศรีสัจจัง

บรรดานักคิดที่ต้องการพัฒนา หรือแก้ปัญหา หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ล้วนมีข้อสรุปที่ตรงกันอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ สิ่งแรกที่ต้องคิด ต้องทำอย่างหนัก ได้แก่ การประมวลข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งด้านลึกด้านกว้างที่เกี่ยวของกับเรื่อง “อุปสรรคและปัจจัย” ทางสังคมที่ตนต้องการจะเปลี่ยนแปลงนั้นๆ

คำ “อุปสรรค” นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายความไว้ว่า หมายถึง “น.เครื่องขัดข้อง,ความขัดข้อง,เครื่องขัดขวาง”

ส่วนคำ “ปัจจัย” นั้น ท่านให้ความไว้ว่า “น.เหตุอันเป็นทางให้เกิดผลหนทาง”

ดูตามความที่อธิบายในพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถานแห่งชาติที่ยกมาแล้ว ที่จริงหัวเรื่องที่จะเขียนแลกเปลี่ยนความคิดกับท่านผู้สนใจเรื่องนี้ทั้งหลาย อาจจะใช้ชื่อเรื่องว่า “ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและปัจจัยที่เอื้อ” ก็ย่อมได้

แต่ก็เกรงใจบรรดานักภาษา เดี๋ยวจะหาว่าใช้คำไม่กระชับเสียอีก เลยขอใช้ชื่อเรื่องเดิมนั่นแหละ

เกี่ยวกับเรื่องอุปสรรค(ตัวขวาง) และปัจจัย(ตัวเอื้อ)ทางสังคมของไทยนั้น ว่ากันว่า บรรดานักคิดนักปฏิวัติสังคมไทยยุคไหนๆก็ล้วนครุ่นคำนึงถึงและวิเคราะห์กันอย่างหนักหนาสากรรจ์ทุกครั้งคราที่จะลงมือปฏิบัติการทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมกัน

โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอำนาจทางการเมือง !

ขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมสักเรื่องสองเรื่องก็ได้

เรื่องแรก กรณีเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศสยามเมื่อครั้งปีพุทธศักราช 2475 ที่นำก่อการโดยกลุ่มบุคคลที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ฟังว่าครั้งนั้นมีการถกกันหนักมากเรื่องฐานะการดำรงอยู่ของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท้ายสุดก็เพียงได้ข้อสรุปอย่างกว้างว่าให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญหรืออะไรทำนองนั่น

อย่างที่ทราบแบบ “สิ่งที่เห็นจริงแล้ว” กันตามสภาพที่เป็นจริงในห้วงเกือบศตวรรษที่พ้นผ่าน

ตัวอย่างเรื่องที่สอง ก็คือกรณีการตัดสินใจของคณะรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ที่ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวแท้ๆของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หนีโทษหนีคดีอยู่ต่างประเทศ ถ้าจำไม่ผิดคือเมื่อ พ.ศ. 2557

ก่อนยึดอำนาจครั้งนั้นท่านนายกฯตู่และพวกคงคิดกันแล้วคิดกันอีกเช่นกันถึงอุปสรรคและปัจจัยของคณะ “คสช.”ของตนที่เกิดอุดมการว่าจะเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยทยให้เข้ารูปเข้ารอยในยามนั้น

ที่สำคัญคัญคือเพื่อยุติความขัดแย้งทางสังคมที่คนไทยมีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา

คือจะฆ่ากันเองนั่นแหละ!

จะว่าไปใยมี ในสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการประชาชนฝ่ายก้าวหน้า” ภายใต้การนำของ “พรรคปฏิวัติ” บางพรรคในห้วงหวังของบางฝ่ายเมื่อ 4-5 ทศวรรษก่อน ที่ต้องล่มสลายพ่ายแพ้ไปอย่างที่แทบจะเรียกได้ว่าถึงรากถึงโคนนั่นก็เถอะ ก็ล้วนเกิดจากการคิดวิเคราะห์ถึง “อุปสรรคและปัจจัย” ที่ผิดพลาดเช่นกัน

เรื่องนี้อาจถามหลายคนที่อยู่ในคราบของ “นักการเมือง” แนวรัฐสภาในยุคปัจจุบันดูก็น่าได้อยู่บ้าง!

ในยุคใหม่นี้ ฟังว่าเกิดมีนักคิดนักปฏิวัติประเภท “หัวร้อน” ลุกขึ้นมาร่วมกันประกาศจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน สร้างเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ให้จงได้ขึ้นอีกหลายหมู่หลายกลุ่มหลายแบบ

เป็น “ความหวัง” ในยุค “ทุนนิยมยุคจักรวรรดิ์” ของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง!

เรื่องที่อยากติงอยากกระตุกไว้ตอนนี้ก็คืออย่าลืมคิดให้ขัดๆเรื่อง “อุปสรรคและปัจจัย” ทางสังคมที่แท้จริง
ที่รอดักอยู่บ้าง

ทำนองถ้าเป็นนักบิดมอเตอร์ไซด์หัวร้อนแล้วละก็ โปรดอย่าลืม “โค้งปราบเซียน” ที่อาจมีถั่วเขียวโรยดักไว้บ้างก็แล้วกัน !!!