PTT King 10

แสงไทย เค้าภูไทย

คำว่านายกฯ คนนอก มีการกล่าวขานกันหนาหูขึ้น เพราะมองกันว่า ผลการเลือกตั้งที่คะแนนเสียงของฝ่ายตรงกันข้ามสองขั้วก้ำกึ่งกันเป็นเงื่อนตาย แก้ด้วยกฎกติกาการเมือง หรือระบบสภาไม่ได้ จึงมีทั้งข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ และทูลขอนายกฯ พระราชทานมาแก้สุญญากาศ

นายกรัฐมนตรึคนนอก และนายกฯพระราชทานประเทศไทยเคยมีแล้ว แต่รัฐบาลแห่งชาติยังไม่เคยมี

รัฐบาลแห่งชาตินััน ในสถานการณ์สงคราม หรือบ้านเมืองถึงจุดวิกฤต พรรคคู่แข่ง คู่กัดในสภาผู้แทนราษฎร จะร่วมมือกัน

อย่างเช่นสหรัฐฯนั้น มีหลายพรรคก็จริง แต่มีพรรคใหญ่ชี้ขาดแค่ 2 พรรคเท่านั้น การตั้งรัฐบาลแห่งชาติหรืองลงมติสำคัญๆเพื่อให้พ้นวิกฤต จึงเรียกว่า biparitsan หมายถึง “two political parties agreement or cooperation”

แม้จะมีความห่วงใยในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า รัฐบาลจะยื้อเวลาเพื่อถ่วงอายุการสิ้นสุดสภาพคสช. แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แน่นอนภายในเดือนมิถุนายน การสิ้นสุดสถานภาพของ คสช.ก็จะมีขึ้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่

จบงาน พระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างสมพระเกียรติ ครั้งนี้ ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงสมควรจะเก็บไว้เป็นเกียรติยศแห่งวงษ์ตระกูล และทิ้งไว้เป็นความทรงจำล้ำค่าของคนไทยทั้งมวล

จึงถึงเวลาที่จะจากไปอย่างสุภาพบุรุษผู้สง่าผ่าเผย ไม่ควรสืบทอดอำนาจและกลับไปสู่วังวนแห่งความเสื่อมถอยที่ลูกน้องและคนแวดล้อมสร้างขึ้นอีก

หากเป็นไปตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์ ภายในไม่เกิน 50 วันนับจากนี้ ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ไม่ว่าจะได้จากพรรคการเมืองที่ได้เสนอตัวนายกฯเอาไว้หรือได้จากคนนอก

การที่พรรคพปชร.ที่ชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคที่ได้คะแนนเสียง ส.ส.เขตมากที่สุด ทำให้ต้องพยายามใช้กลไก กกต.ทำให้ได้คะแนนพรรคหรือพาร์ตี้ลิสต์เพื่อผลต่อจำนวนส.ส.มากพอที่จะไปรวมกับ คะแนนเสียง ส.ว. 250 คนโหวตเลือกนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล

แต่กระน้ันก็ยังมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเงื่อนตายที่ผูกไว้เพื่อสกัดพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรไม่แน่นพอที่จะทำให้สัมฤทธิผล

การประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ 7 หรือ 8 พ.ค.นี้จึงอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งถึงขั้นมวลชนเคลื่อนไหว

การตัดสิทธ์ ว่าที่ ส.ส.ขาดคุณสมบติ การเลือกตั้งใหม่หลายเขต การนับคะแนนใหม่อย่างมีเงื่อนงำ การไม่กล้าตัดสินใจใช้สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ฯลฯ ล้วนเป็นเชื้อไฟพร้อมประทุ

เพราะประชาชนที่สนับสนุนพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพรรค พปชร.เห็นว่า พรรคที่พวกเขาสนับสนุนถูกเอารัดเอาเปรียบมากเกินไปแล้ว

โดยเฉพาะการออกแบบการเลือกตั้ง ตั้งกติกาต่างๆ ที่มีรัฐธรรมนูญ ซึ่ง คสช.อำนวยการร่างขึ้นมาเองเป็นแม่บท การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คนมีสิทธิ์ร่วมโหวตตัวนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส.

นั่นหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ได้คะแนนเสียงฟรีๆ 250 คนแล้ว ขณะที่พรรคคู่แข่ง ต้องได้จากการเลือกตั้งล้วนๆกว่า 375 เสียงอันเป็นเสียงกึ่งหนึ่งของเสียง 2 สภาร่วม คือ 750 เสียง

ตัวแปรที่จะชี้ว่า เสียงของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งจะได้ถึง 376 เสียงคือจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

ถ้าตรงไปตรงมา ก็คงจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าพลิกแพลงเพื่อให้จำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของซีกพปชร.เพิ่มจำนวนจนจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็น่าจะเกิดเหตุรุนแรง

มีข้อเสนอจากฝ่ายเป็นกลาง ให้เอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่มีผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาแล้ว เพราะเห็นว่า จะเกิดสุญญากาศจนตั้งรัฐบาลกันไม่ได้

แต่ซีกหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อมั่นว่า กกต.จะสามารถใช้กลไก เพิ่ม-ลดจำนวน ส.ส.ได้

โดยการเพิ่มให้ซีก พปชร. ลดฝั่งเพื่อไทย ซึ่งก็มีการปลด ส.ส.เขตของเพื่อไทยไปแล้ว 1 คน

แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนระแวงและไม่ยอมรับการทำงานของ กกต.

หากผลเลือกตั้งที่ประกาศ ไม่เป็นไปตามความถูกควร แม้กติกานั้นจะเป็นกติกาที่ฝ่าย คสช.กำหนดขึ้นเองก็ตาม เกิดเรื่องแน่

จึงมีการหาทางออกด้วยการเสนอให้มี “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือกราบบังคมทูลขอนายกฯพระราชทาน

ทางออกอื่นหรืออื่นๆมีไหม ?

มีมากมาย แต่ล้วนแต่จะก่อเกิดผลร้ายแรงตามมา

เพราะสถานการณ์การเมืองยามนี้ กำลังจะซ้ำรอย ซ้ำรูปแบบเหตุการณ์พฤษภาฯทมิฬ เข้าไปทุกทีแล้ว