หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกผ่านพ้นไปอย่างเรียบร้อย สง่างามและสมพระเกียรติ ท่ามกลางความปลื้มปีตีของพสกนิกรชาวไทย ทั้งในและต่างประเทศ และเข้าสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยสมบูรณ์

ชีพจรประเทศไทยกลับมาจับจ้องที่การเมืองจะไปต่อกันอย่างไร แม้จะมีกระแสข่าวและความวิติกังวลต่างๆ ว่าจะเกิดเดดล็อกทางการเมือง จนต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ หรือนายกรัฐมนตรีคนกลาง อย่างที่มีการโยนชื่อกันออกมา กระนั้น หากพิจารณาตามปฏิทินการเมืองแล้ว จะมีการขยับที่ให้ความชัดเจนทางการเมืองในหลายเรื่อง

ตั้งแต่การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ส.ทั้ง 2 ระบบ โดยอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระบุว่า ประกาศรับรองส.ส.ระบบแบ่งเขตในวันที่ 7 พ.ค. และประกาศรับรองส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในวันที่ 8 พ.ค. ได้ตามกรอบเวลารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 85 กำหนดให้รับรองผลการเลือกตั้งส.ส.จำนวนอย่างน้อย 95 % หรือ 475 คนจากทั้งหมด 500 คนภายใน 60 วัน

ขณะเดียวกัน วันที่ 10 พ.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. จะนำรายชื่อส.ว. 250 คนขึ้นกราบบังคมทูลภายในวันที่ 10 พ.ค.เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป

โดยก่อนหน้านี้มีรัฐมนตรีและบุคคลากรในแม่น้ำ 5 สายทยอยลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเตรียมตัวหลังได้รับเลือกให้เป็นส.ว.

จากนั้น จะเข้าสู่การประชุมรัฐสภาครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และที่สำคัญคือ นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของไทย ที่ทุกฝ่ายเฝ้ารอ

ขณะเดียวกัน มาตรา 269 รัฐธรรมนูญ 2560 ยังเปิดช่องเอาไว้ “ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด และสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลันและในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาให้ยกเว้นได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อไป โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้”

จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญวางกรอบแนวทางเอาไว้แล้ว ทั้งนี้เมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มาจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ ทั้งนี้สิ่งที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตาก็คือ รัฐบาลใหม่นับจากนี้ จะมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน