ข่าวสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีความสนใจจะแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมป์ในระบบราชการนั้นน่าติดตามใกล้ชิดต่อไป

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ที่รัฐสภา พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาการศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันแก้ปัญหาระบบระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยว่า หลังจากกมธ.ฯเสนอรายงานต่อที่ประชุมสนช. เมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก อยากให้เกิดผลในทางปฏิบัติ กมธ.จึงหารือร่วมกันว่า จะดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงเตรียมเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาระบบระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยนำข้อเสนอแนะจากสนช.ภาคสังคมทุกฝ่าย เป็นกรอบในการทำงาน คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมสนช.ใน
วันที่ 19 มกราคมนี้ ต้องติดตามว่า จะมีวิสัยทัศน์อะไรดีกว่า ก้าวหน้ากว่าแนวคิดที่เคยเสนอกันมาแล้วหลายสิบปี แต่นำมาปฏิบัติไม่เกิดผล !
ใคร ๆ ก็รู้ว่าระบบอุปถัมภ์มีรากฃลึกเพียงใดในสังคมไทย เป็นระบบหนึ่งที่มีความเป็นมาและพัฒนาการมาอย่างนาน เป็นระบบความสัมพันธ์ของคน 2 ฝ่าย ซึ่งมีความไม่เท่าเทียมกัน ฝ่ายที่อยู่เหนือกว่า คือ มีทรัพยากรมากกว่า หรือสูงศักดิ์ มีอำนาจมากกว่า จะอยู่ในฐานะอุปถัมภ์ ฝ่ายที่อยู่ต่ำกว่าคือ ผู้ที่มีทรัพยากรน้อยกว่า หรือมีอำนาจด้อยกว่าจะ เป็นผู้ใต้อุปถัมภ์ ต่างฝ่ายต่างมีการแสวงหาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในลักษณะต่างตอบแทน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคนทั้ง 2 ฝ่าย ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ดำรงอยู่ได้ไม่ใช่เพียงเพราะต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์เท่านั้น แต่ต้องมีอุดมการณ์ที่ช่วยจรรโลงความสัมพันธ์อย่างนี้ เอาไว้ ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยมีมานานในอดีต ปัจจุบันแพร่กระจายไปสู่ระบบการเมือง ผ่านทางชนชั้นนำทางการเมืองและชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ โดยเป็นการอุปถัมภ์ระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองด้วยกัน หรือระหว่างชนชั้นนำทางเศรษฐกิจด้วยกัน แต่ใน ระยะหลังนี้จะเห็นได้ว่า มีการพัฒนาของระบบอุปถัมภ์ โดยเป็นการอุปถัมภ์ระหว่างกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองกับชนชั้นนำทางเศรษฐกิจด้วย

ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ การยอมรับความแตกต่างในเรื่องฐานะของบุคคล การเน้นการพึ่งผู้อื่นและการยึดมั่นตัวบุคคล ยังคงมีอิทธิพลต่อการปกครองเรื่อยมา ดังจะเห็นได้ว่าลักษณะเจ้าขุนมูลนายยังคงอยู่ในระบบราชการไทยค่อนข้างมาก

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการผู้ใหญ่กับข้าราชการผู้น้อยภายในระบบราชการก็ได้รับอิทธิพลลักษณะความสัมพันธ์ของระบบไพร่อยู่ไม่น้อย ระบบราชการไทยยังยึดมั่นในความผูกพันกันเป็นเชิงส่วนตัวตามลักษณะความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ มากกว่าจะมีความสัมพันธ์กันเป็นทางการตามกฎระเบียบที่ได้วางไว้ และมีแนวโน้มว่าจะปฏิบัติราชการตามคำสั่งของหัวหน้าโดยไม่มีการโต้แย้ง และไม่มีความคิดริเริ่มใดๆ

ระบบอุปถัมป์ปัจจุบันแม้จะแตกต่างจากยุคเจ้าขุนมูลนายสมัยโบราณไปไม่น้อยแล้ว แต่ก็มีพัฒนาการที่มีผลด้านลบต่อสังคมมาก นั่นคือระบบอุปถัมภ์ที่พัฒนาการไปเพิ่มบทบาทของกลุ่มธุรกิจการเมืองในประเทศไทย ในการกระบวนการประสานประโยชน์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจการเมืองอย่างไม่โปร่งใส