ดร.วิชัย พยัคฆโส
payackso@gmail.com

นานสักครั้งที่จะเห็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกมาประชาสัมพันธ์ภาระกิจของกระทรวงสักครั้ง ทั้งๆที่มีงานเพื่อความสุขของประชาชนมากมาย แต่เจ้ากระทรวงมิใช่นักประชาสัมพันธ์แบบหวือหวา ประชาชนเขาลืมไปแล้วว่ามีกระทรวงนี้

ใกล้จะครบวาระของรัฐมนตรีกระทรวงนี้แล้ว พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ออกมาอธิบายภาระกิจของกระทรวงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นความสุขของประชาชนเป็นโครงการใหญ่ๆระดับชาติที่น่าชื่นชมยิ่ง

การคืนผืนป่าที่เหลืออยู่ 34 % ได้เรียกคืนผืนป่ากลับมาได้หลายแสนไร่ โดยมีเป้าหมายที่ 50% ของพื้นที่ในประเทศไทย เอาเฉพาะผลงาน 2-3 ผลงาน ก็พอจะมองเห็นว่าทำงานเพี่อความสุขของประชาชนอย่างแท้จริง เช่น

-การคืนธรรมชาติทางทะเลหรือทรัพยากรทางทะเลที่มีอยู่หลายแห่ง รวมถึงอุทยานแห่งชาติอื่นๆอีก สามารถยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติโดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวลงและสามารถเก็บค่าเข้าชมอุทยานได้มากกว่า 2,600 ล้านบาท/ปี ทั้งๆที่เดิมเก็บได้ 200-300 ล้านบาทเท่านั้น

-พ.ร.บ.ป่าไม้ ถือว่าเป็นพระเอกของเรื่อง เพราะประชาชนไม่ต้องโดนจับกุมจากการตัดไม้มีค่าจองตนเอง เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีที่ทางอยู่แล้วปลูกไม้มีค่าแล้วสามารถตัดออกขายได้ รวมถึงสามมรถนำไปเป็นทรัพย์สินค้ำประกันสินเชื่อได้อีก ตรงนี้ถูกใจประชาชน ใครที่มีที่ทางว่างเปล่าอยู่สามารถปลูกต้นไม้มีค่าไว้เป็นสมบัติของลูกหลานได้ในอนาคต เรื่องนี้ทำได้สุดยอด เพราะต้องแก้กฎหมายกันหลายฉบับกว่าจะลงตัว อนาคตป่าไม้ไทยจะเพิ่มขื้นอีกหลายเท่าตัว

-ป่าชุมชน ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้สานต่อให้คนอยู่ในป่าได้ จัดพื้นที่ให้เขาทำมาหากินได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องกลัวถูกบุกรุกหรือจับกุมได้อีก นั่นคือความสุขของประชาชน

-พัฒนาหน่วยป้องกันไฟป่าให้มีความสามารถในการดับไฟป่า จัดคน จัดเครื่องมือ พร้อมรถพยาบาลให้อีก เรียกว่ามีอาวุธครบมือที่จะช่วยฝุ่นละออง 2.5 ได้

- พ.ร.บ.ขยะ เป็นของขวัญคนไทยทั้งประเทศ การสกัดกั้นขยะจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศทำให้เกิดเมืองขยะลุกลามเต็มไปหมดกับทั้งปี 63 ของที่เกิดจากพลาสติกจะเลิกใช้ไปพร้อมๆกับโฟมที่มีมากกว่า 2.7 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 7,000 ตันต่อวัน แบ่งเป็นพลาสติกอีก 2 ล้านตันและโฟมอีก 7 แสนตัน ถือเป็นอันดับ6ของโลกที่ใช้พลาสติกมากสุด รวมถึงหลอดกาแฟที่เป็นพลาสติกด้วย

เรื่องนี้โรงงาน 3,000 แห่ง ต่างปรับตัวหันมาพัฒนาใช้ข้าวโพดหรือมันสำปะหลังแทน ซึ่งจะทำให้ยอดการเติบโตลดลงเหลือ 1-2% จากเดิม 5-6% ทำให้อุตสาหกรรมพลาสติกต้องปรับตัวกันอย่างรีบเร่ง ใครพัฒนาวัตถุดิบทดแทนได้ก่อนจะมีโอกาสเติบโตได้สูงในอนาคต

ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่เป็นเรื่องระดับชาติแก้กันที่ต้นเหตุ เสียดายที่รัฐมนตรีจะครบวาระอีก 2-3 เดือนข้างหน้า รัฐมนตรีที่ติดดินกินข้าวแกงเช่นนี้จะมีสักกี่คนที่ไม่ใช้งบประมาณของรัฐ แม้แต่การไปราชการยังใช้เงินส่วนตัวเติมน้ำมันเอง

จะมีนักการเมืองคนไหนนึกถึงความสุขของประชาชนเป็นแนวทางการทำงาน กระทรวงนี้งบประมาณไม่มากเพราะเป็นกระทรวงอนุรักษ์เสียมากกว่าพัฒนา แต่ผลประโยชน์ภายในกระทรวงมหาศาล ถ้าไม่ใช่รัฐมนตรีน้ำดีท่านนี้ คงเป็นกระทรวงแดนสนธยาอีกต่อไป