ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงเวลาอันเป็นมหามงคลยิ่ง นับเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโบราณราชประเพณี

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 6 เมษายนได้มีพิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ จากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ 76 จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี สร้างความปลื้มปิตีแด่ผู้เข้าร่วมในพระราชพิธีดังกล่าวเป็นอย่างมาก

จากนั้นในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมา ประธานสงฆ์ประกาศชุมนุมเทวดาในการพิธีทำน้ำอภิเษกจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ 76 จังหวัด และจุดเทียนชัย เจริญพระพุทธมนต์

ทั้งนี้หมายกำหนดการวันที่ 3 พฤษภาคม เริ่มการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เชิญพระสุพรรณบัฏดวงพระราชสมภพและพระราชลัญจกรไปยังพระที่นั่งไพศาลทักษิณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงไปนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร นมัสการพระรัตนตรัย ถวายบังคมพระบรมอัฐิและจุดเทียนชัย พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ประกาศการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 4 พฤษภาคม พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสรงพระมุรธาภิเษก ทรงรับน้ำอภิเษก ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง เลี้ยงพระ พระสงฆ์ดับเทียนชัย เสด็จออกมหาสมาคมรับถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เสด็จฯโดยขบวนราบใหญ่ไปทรงนมัสการพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก พระสงฆ์ 80 รูปถวายพระพร ถวายบังคัมพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ปราสาทพระเทพบิดร ถวายบังคมพระบรมอัฐิและพระอัฐิ สดับปกรณ์ เจ้าพนักงานเวียนเทียนสมโภช หมู่พระมหามณเฑียร เฉลิมพระราชมณเฑียร เถลิงพระแท่นราชบรรจถรณ์

วันที่ 5 พฤษภาคม พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค

วันที่ 6 พฤษภาคม เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศเข้าเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล

จึงขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย หลอมดวงใจเป็นหนึ่งเดียว พร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง ร่วมเฝ้าฯถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยพร้อมเพรียงกัน