ทวี สุรฤทธิกุล

ขณะนี้เราอยู่ใน “สงครามประชาธิปไตย”

การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นการต่อสู้กันด้วยวาทกรรมของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ระหว่าง “ฝ่ายประชาธิปไตย” กับ “ฝ่ายเผด็จการ” โดยมีทีท่าว่าน่าจะ “ยืดเยื้อ” ไม่จบลงได้ง่ายๆ ซึ่งน่าจะสร้างปัญหาแก่สังคมไทยไปในระยะยาว โดยเฉพาะ “ความร้าวฉาน” หรือความแตกแยกในสังคมไทย อันอาจจะนำมาซึ่ง “สงครามระหว่างวัย” ระหว่าง “คนรุ่นเก่า” ที่อยากเห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับ “คนรุ่นใหม่” ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน

เมื่อครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475 วาทกรรมที่คณะราษฎรใช้ประกาศสงครามกับ “ระบอบกษัตริย์” ก็คือ “การสร้างโลกใหม่” ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่โจมตีพวกเจ้าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง

“...รัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎร ตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่ บ้าง ข้า บ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร...รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร...กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่...เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการ อาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว...ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ...ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำ ไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่เป็นข้าเป็นทาสของพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า "ศรีอาริยะ" นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”

สุดท้ายคณะราษฎรได้ “ขายฝัน” กับคนไทยว่า ถ้าคนไทย(ในแถลงการณ์ใช้คำว่า “ราษฎร”)ร่วมมือกับคณะราษฎร “ล้มเจ้า” คนไทยทุกคนก็จะได้ “ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ” ที่เรียกว่า “ศรีอาริยะ” อันหมายถึง “โลกพระศรีอาริย์” ที่คนไทยเคยได้ยินมาจากคำเทศน์คำสอน ซึ่งเป็นโลกที่อิ่มทิพย์ ทุกคนมีแต่ความสุข ไม่มีทุกข์ และไม่มีใครเบียดเบียนกัน

การแยกคนไทยออกจากพระมหากษัตริย์ของคณะราษฎรประสบความล้มเหลวอย่างหมดท่า เพราะความแตกแยกของคณะราษฎรนั้นส่วนหนึ่ง กับความล้มเหลวในการบริหารประเทศและการทุจริตคอร์รัปชั่นของระบบราชการนั้นอีกส่วนหนึ่ง ที่สุดภายหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 กระแสสังคมไทยได้หวนกลับขึ้นโอบอุ้มสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยที่รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่ทันได้ปรับตัว แต่กองทัพไทยภายใต้การนำของพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับกระแสนี้ได้ ที่สุดเมื่อจอมพล ป. เพลี่ยงพล้ำ พลเอกสฤษดิ์ก็ขึ้นครองอำนาจแทน ภายใต้ระบอบ “ราชประชาสมาศัย” คือพระมหากษัตริย์และประชาชนต่างเกื้อกูลกันและกัน โดยมีทหารเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องคุ้มครอง

สังคมไทยมีความแตกแยกอีกครั้งใหญ่ในกรณีการต่อสู้ใน “สงครามคอมมิวนิสต์” ที่แต่แรกกลุ่มผู้ปกครองคือนายทหารหลงเชื่อตามลัทธิสงครามเย็น ที่มหาอำนาจใช้สงครามคอมมิวนิสต์สร้างขั้วอำนาจขึ้นในโลก จึงทุ่มเทงบประมาณเข้าปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็คือคนไทยด้วยกัน แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า พระมหากษัตริย์คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงมีความเห็นต่างกับกองทัพ แน่นอนว่าพระองค์ไม่ได้สนับสนุนพวกคอมมิวนิสต์ แต่พระองค์ก็ไม่สนับสนุนให้คนไทยฆ่ากันเองเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่ต่างๆ แม้แต่ในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยคอมมิวนิสต์ เพื่อทะนุบำรุงดูแลประชาชนของพระองค์ ซึ่งทำให้คนไทยไม่ได้แตกแยกกันอย่างที่คอมมิวนิสต์ต้องการ กว่าที่ทหารจะรู้ตัวว่านโยบายการปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยการทุ่มเทสรรพกำลังเข้ากวาดล้างนั้นเป็นเรื่องผิดพลาดก็เกือบจะสาย ดีที่ผู้นำทหารคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น “ทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” คือพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ใช้นโยบาย 66/2523 เข้าสมานแผลแก่คนไทยในสงครามคอมมิวนิสต์ และที่สุดอีก 2-3 ปีต่อมา คอมมิวนิสต์ก็หมดอิทธิพลไปจากพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย

แต่แล้วใน พ.ศ. 2549 ประเทศไทยก็ได้เกิดสงครามขึ้นอีก ระหว่าง “สีเหลือง” ที่ต่อต้านระบอบทักษิณ กับ “สีแดง” ที่สนับสนุนระบอบทักษิณ สืบเนื่องต่อมาจนถึง “พวกสีธงชาติ” หรือ กปปส. ที่เข้ามาต่อต้านระบอบทักษิณในปี 2556 และเมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ก็เกิด “สงครามสี” ขึ้นอีก ทีนี้เป็นระหว่างพวกประชาธิปไตยที่ใช้ “สีส้ม” เป็นสื่อสัญลักษณ์ ในแนวคิดที่ว่าสีส้มนี้แทนความทันสมัย หรือ “โลกใหม่” และยังรวมหมายถึงสีของพรรคอนาคตใหม่ที่เป็นแกนนำในฝ่ายนี้อีกด้วย กับ “สีลายพราง” ซึ่งเป็นสีของทหาร ที่สื่อถึงความเป็นเผด็จการ โดยมี คสช.เป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งสงครามคู่นี้ดูท่าทีจะยืดเยื้อ ดังที่ได้กล่าวมาในตอนต้น

ประเทศไทยเคยมีบทเรียนเรื่อง “สงครามสี” นี้มาแล้ว ลึกๆ แล้ว คนไทยไม่อาจล้างผลาญหรือตัดขาดจากกันได้ เพียงถ้าเรามี “เสาหลัก” ให้ยึดเกาะและก้าวเดินไปด้วยกัน อย่างกรณีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กับสงครามคอมมิวนิสต์ ที่ทรงไม่เห็นด้วยกับกรณี “คนไทยฆ่าคนไทย” โดยมีทหารนี่แหละรับสนองพระราโชบายดังกล่าว ทุกวันนี้ทหารก็มีอำนาจดูแลประเทศไทยอยู่ น่าจะสำเหนียกได้บ้างว่า ทหารไม่ควรจะเป็น “คู่สงคราม” แต่ควรจะเป็น “ผู้ดับไฟสงคราม”

คิดปราบเยาวชนก็เท่ากับปราบลูกหลานตนเองนั่นแล