ตอนสุดท้ายแล้วสำหรับ เนื้อความจากการปาฐกถาธรรมของ พระธรรมโกศาจารย์ (ท่านพุทธทาสภิกขุ)ทางวิทยุฯโทรทัศน์ ชุด การเมือง “การเมืองเรื่องของมนุษย์” เมื่อวันที่ 18 ธันวาคมพ.ศ.2533 จากหอจดหมายเหตุพุทธทาส ที่ถือเป็นบทสรุปของเนื้อหาของการปาฐภถาทั้งหมด มีความดังต่อไปนี้

“ถ้าเป็นนักการเมือง มีอัตมยตา ก็เป้นสัตตบุรุษ สภาก็คงเป็นสภา ก็มีสัตตบุรุษมานั่งกันเต็มสภา ผู้ที่มีความคงทีอ่อยู่ในคใวามถูกต้อง เรียกว่ามีอตัมมยตา ก็ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ตามธรรมชาตินิสัยสันดานโดยมารยาทมันก็เป็นอย่างนั้น และมันมีปกตวิสัย “ปิดทองหลังพระ” มันไม่อยากเอาหน้า เอาตา มันก็ไม่กระทบกระทั่งกับใคร แต่ถ้ามันอยากดี อย่ากเด่นอยากโด่งอยากดัง มันก็กระทบรอบด้าน มันก็ทำความดี เอาหน้าไม่ปิดทองหลังพระ

ข้อนี้ต้องขอยืมคำพูดของพระเยซูมาใช้เสียหน่อย พระเยซูสอนว่า ทำบุญอย่าเป่าแตร พุทธบริษัทระวังให้ดี ทำบุญอะไรสักนิดก็เป่าแตร มือซ้ายทำบุญ อย่าให้มือขวามันรู้ มันจะเป่าแตร มาขวาทำบุญ อย่าให้มือซ้ายมันรู้ มันจะเป่าแตร ทำบุญอย่าเป่าแตร ถ้าไม่เป่าแตรก็ไม่กระทบกระทั่งกับใคร ทุกคนสมัครเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ก็จะไม่มีการฟัดกันในกลางสภา ขอใช้คำตรงๆ สำนวนค่อนข้างจะหยาบคาย ว่าฟัดกันกลางสภา เพราะว่ามันจะปิดทองหน้าพระ ยิ่งไปกว่านั้นจะออกชื่อ อย่างนี้ไม่ไหว

นักการเมืองทุกคน สมัครเป็นผู้ปิดทองหลังพระเถิด อธิษฐานจิตเป็นผู้ปิดทองหลังพระเถิด ไม่มีความเห็นแก่ตัว รับที่จผปิดทองหลังพระ ไม่มีตัวกู ของกู ไม่เห็นแก่ตัว มันจะเห็นแก่อะไรลองคิดดู ถ้าไม่เห็นแก่ตัว ก็ต้องเห็นแก่ผู้อื่นและเห็นแก่ความถูกต้อง มันต้องเห็นแก่ความถูกต้องก่อน แล้วจะเห็นแก่ผู้อื่น เมื่อเห็นแก่ผู้อื่นแล้วมันจะกระทบกระทั่งกันได้อย่างไรเล่า มันจะขัดแย้งกันได้อย่างไรเล่า มันไม่มีการก้าวก่าย ทิ่มแทงด้วยหอกปาก หอกปากนี่ร้ายกว่าหอกธรรมดา ถ้าไม่มีการทิ่มแทงด้วยหอกปากในรัฐสภา มันก็จะกลายเป็นสภาของสัตตบุรุษ

จึงขอสรุปความในที่สุดนี้ว่า การเมือง เรื่องของการมีสันติภาพ โดยไม่ใช้อาชญา ถ้าใช้อาชญาก็เป็นการป่า ไม่ใช่การเมือง เป็นการป่าของคนป่า ให้ลิงมันหัวเราะ ให้ผีมันหัวเราะ ให้คนป่ามันหัวเราะ การเมืองที่ต้องใช้อาชญา นักการเมืองคือผู้ที่กระทำเช่นนั้น เพื่อให้คนทั้งหมดมีสันติภาพ โดยไม่ต้องใช้อาชญา ทุกคนเป็นนักการเมืองอยู่แล้ว โดยสัญชาตญาณ ความรู้สึกของจิต ของสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าชีวิตระดับไหนก็ต้องการความสงบสุข สัญชาตญาณมันต้องการวคามสงบสุข มันดิ้นรนๆ ไปเพื่อหาความสงบสุข

ดังนั้นวิญญาณแห่งความเป็นนักการเมือง มันมีอยู่แล้วในสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทั่วไป เมื่อมันเป็นโดยสัญชาตญาณอย่างนี้ ก็กล่าวว่ามันมีมาแต่ในท้องแม่ ทารกมันมีความรู้สึก ดิ้นรนแสวงความสงบสุขตั้งแต่ในท้องแม่ และเป็นสัญชาตญาณไปจนตลอดชีวิต แต่มันเสียที่มันมารับการอบรมใหม่ เกิดกิเลศ เกิดเห็นแก่ตัว มันก็กลายเป็นตัวทำลาย เป็นผู้ขัดแย้ง มาประชุมกันเพื่อความขัดแย้ง ออกเสียงสมมติเลือกผู้นี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้ว แล้วก็ยังพยายามทำลายล้าง หน้าไหว้หลังหลอก มาลงมติเอาคนนี้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็เพื่อขัดแย้ง เพื่อทำลายเสีย มันก็ละเมิดสิทธิมนุษยชนของเขาด้วย

เป็นอันว่าการเมืองคือเรื่องทำคนเป็นอันมาก ให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา ทกคนเป็นนักการเมืองมาโดยสัญชาตญาณ นี่แหละคือ สิ่งที่เรียกว่า การเมือง หรือนักการเมือง เท่าที่อาตมาทราบ ผิดถูกอย่างไรก็ขอให้คิดดูเอาเอง เวลาก็หมดแล้วก็ขอยุติว่าการเมืองคือเรื่องจัดคนทั้งหมดฝห้มีสันติภาพ โดยไม่ต้องใช้อาชญา มีอยู่แล้วในความรู้สึกของสิ่งทีมีวิต แต่มันมากลายเป็นคน โง่ คนดื้อ คนบ้า ทีหลัง มันทำเสียอย่างตรงกันข้าม ขอแสดงความหวังว่า นักการเมืองที่แท้จริงจะกลับมา จะช่วยกันจัดโลกนี้ หรือคนทั้งหมดนี้ ให้อยู่กันผาข โดยไม่ต้องใช้อาชญา”