PTT King 10

แสงไทย เค้าภูไทย

อันดับชาติมีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลกของไทยที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กทำขึ้น ดูจะสวนทางกับดัชนีประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกที่สหประชาชาติทำขึ้น เหตุข้อมูลบิดเบือน

โดยบลูมเบิร์กใช้ข้อมูลสถติแค่ 2 ด้าน แต่ UN ใช้ถึง 6 ด้านเป็นตัวชี้วัด

โดยบลูมเบิร์กใช้ดัชนีการจ้างงานต่ำกับดัชนีอัตราเงินเฟ้อต่ำ เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนนที่นำมาทำเป็นดัชนีความทุกข์ยาก(Misery Index)ที่ตีความว่าเป็นดัชนีความสุข

อัตราว่างงานของไทยได้จากหน่วยงานรัฐก็จริง แต่ยังมีตัวเลขว่างงานจริง ว่างงานแฝง หนี้ครัวเรือน รายได้ต่อหัวฯลฯ อีกหลายตัวที่เป็นตัวชี้วัดสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของคนไทย

โดยเฉพาะด้านเงินเฟ้อต่ำนั้น นิตยสารฟอร์บส์ ประจำประเทศไทย อธิบายตามหลักเศรษฐศาสตร์ว่า เป็นตัวชี้ว่า การบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศ ( domestic expenditure )ต่ำมาก จนน่าวิตก

อัตราเงินเฟ้อปี 61 เฉลี่ย 0.9 % ปีนี้คาดการณ์ทั้งปี 1.5-2.5% ซึ่งนักวางแผนเศรษฐกิจไทยพยายามกระตุ้นด้วยมาตรการต่างๆมากมาย จนถึงขนาดรัฐบาลแจกเงินแบบโปรยทานหรือ helicopter money

กาใช้จ่ายในประเทศต่ำนั้น เกิดจากตัวถ่วงอีกตัว นั่นคือหนี้ครัวเรือนของคนไทยที่สูงจนน่าเป็นห่วง คือเฉลี่ย 135,220 บาทต่อครัวเรือน

ส่วนใหญ่เป็นหนี้ผ่อนบ้าน รถและเครดิตการ์ด โดยเพิ่มขึ้นเป็น 77% เมื่อสิ้นไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ส่วนปีนี้ คาดว่าเฉียด 80% ของจีดีพี

รวยกระจุก จนกระจาย จึงยังเป็นคำที่เรียกสภาพคนไทยในวันนี้ได้ดีอยู่

ส่วนตัวเลขอัตราว่างงานที่ไทยต่ำสุดเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยเดือนมีนาคมอยู่ที่ 1.2% ขณะที่ทั้งโลกเฉลี่ย 3.0% แสดงถึงการจ้างงานมีมาก แต่แท้จริงแล้ว มีการว่างงานแฝงมาก

อัตราว่างงานแฝง (hidden unemployment ) ของไทยเริ่มขยับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมคนชรา ข้าราชการ ลูกจ้างเอกชนปลดเกษียณไม่มีงานทำ หรือหยุดทำงานเพราะไม่มีการจ้างคนแก่ หรือเพราะทำงานไม่ไหวเพิ่มขึ้น

นอกจากการว่างงานแฝงแล้ว ยังมีการว่างงานต่ำระดับ(under unemployment) ด้วย คือคนที่มีงานทำก็จริง แต่ได้รับค่าจ้างต่ำกว่าระดับวุฒิและความสามารถ

จบปริญญาตรี ว่างงานกว่า 350,000 คนสะสมทุกปี บางคนยอมรับเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิ 15,000 บาท หรือหันมาจ้างตัวเอง( self employment)ด้วยการขายก๋วยเตี๋ยว รายได้เดือนละ 8,000-10,000 บาทเป็นต้น

อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์กออกตัวเรื่องตัวเลขสถิติที่ใช้ชี้วัดว่า ได้รับข้อมูลส่วนใหญ่จากหน่วยงานรัฐที่ออกจะ “ less noteworthy” ที่มีความสำคัญต่ำมาก

การที่จะดูว่า คนไทยมีความสุขอันดับไหนของโลก จึงต้องดูที่การจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกของสหประชาชาติ ( United Nations Sustainable Development Solutions Network's 2019 World Happiness Report )

นอกจากนี้ยังมี Gallup World Poll (GWP) ที่ใช้ตัวชี้วัดถึง 6 ตัว มาคำนวณ ได้แก่

1.ผลผลิตมวลรวมแห่งชาติต่อหัว ( GDP) ไทยมีจีดีพีต่อหัวแค่ 211.488 บาท ต่ำกว่าชาติเอเชียด้วยกัน 5 ชาติคือสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และจีน

2.ความคาดหวังในชีวิตด้านสุขภาพ(Healthy life expectancy) มีหลักประกันสุขภาพ บัตรทอง ฯลฯ

3.ความช่วยเหลือจากสังคม(Social support) ถ้าท่านตกอยู่ในภาวะลำบากยากเข็ญ คับขัน วิกฤต ท่านคาดหวังจะให้เพื่อนๆหรือญาติๆให้ความช่วยเหลือท่านได้แค่ไหน

4.เสรีภาพในการเลือก(Freedom of choice) ท่านพึงพอใจหรือไม่พอใจต่อเสรีภาพในการเลือกว่าจะจัดการอย่างไรกับชีวิตของท่านแค่ไหน

5.ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่(Generosity) ท่านได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลในเดือนที่แล้วหรือไม่

6.ความโปร่งใสในคอรัปชั่น(Perceptions of corruption)กรฉ้อราษฎร์บังหลวงแพร่กระจายไปทั่ววงราชการหรือไม่ ? การคอรัปชั่นแพร่กระจายไปทั่ววงการธุรกิจหรือไม่

ประเทศที่ได้อันดับสูงที่สุดในด้านความสุขในตาราง 25 ประเทศที่มีคะแนนความสุขสูงที่สุดในโลกได้แก่กลุ่มนอร์ดิกคือนอร์เวย์ เด็นมาร์กและไอซแลนด์

ด้วยเหตุผลคือมี อัตราจีดีพีต่อหัวสูงที่สุด มีสวัสดิการสังคมสูงสุด จากภาษีที่สูงมากที่รัฐบาลคนกลับประชาชนด้วยบริการดูแลสุขภาพ สาธารณูปโภคและการศึกษา

ส่วนประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ต่ำสุด เป็นประเทศที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติที่อยู่ในแอฟริกาละยุโรปตะวันออก

กลุ่มประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลก 5 อันดับแรก ได้แก่ โตโก้ ลัตเวีย บัลเกเรีย เซียร่า เลโอนและเซอร์เบีย

ไทยอยู่อันดับที่ 37 จากท้ายตารางชาติที่มีความสุขน้อยที่สุด ในจำนวน 141 ชาติ

ถ้าไม่มีตัวถ่วง คือดัชนีคอรัปชั่น( Corruption Perceptions Index-CPI) ที่จัดทำและพิมพ์เผยแพร่ทุกปีโดยTransparency International อันดับชาติมีความสุขที่สุดในโลกของไทยก็จะดีกว่านี้

ดัชนี CPI ของไทยล่าสุด คะแนนลดจากปีก่อนหน้า 2 คะแนน อันดับลดลงไป 3 อันดับ

บ่งบอกว่าเมืองไทยมีการคอรัปชั่นเพิ่มขึ้น ส่วนปีนี้ ยังไม่รู้ เพราะเพิ่งย่างเข้าไตรมาสที่ 2

แต่กรณีเอื้อประะโยชน์ด้านสัมปทานรัฐแก่กิจการสื่อสารมูลค่ากว่าแสนล้านบาทล่าสุดน่าจะเป็นน้ำหนักตัวสำคัญสำหรับ CPI ของไทยในปีนี้ แน่นอน