เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ วันนี้ขอนำความจากคลิปเสียงพระธรรมเทศนาของ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) ตามรอยพุทธทาสที่ มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ นำมาเผยแพร่ไว้ในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2558 ความว่า

คำว่า สงกรานต์ คำนี้เป็นภาษาบาลี สังกันตะ แปลว่า ก้าวล่วงไป ก้าวไปพร้อม คือการก้าวหน้า

คำว่าสงกรานต์แปลว่าก้าวหน้า หมายความว่า ก้าวไปข้างหน้า เวลาก้าวไปข้างหน้าตามที่กำหนดไว้ ว่าปีหนึ่งดังนี้ โดยเฉพาะคำว่า สงกรานต์ แปลว่า การก้าวหน้า แล้วจะต้องรู้เรื่องการก้าวหน้าของเวลาเป็นส่วนสำคัญ จึงจะเรียกได้ว่ารู้เรื่องสงกรานต์

คำว่า ความก้าวหน้า นี้พอจะเข้าใจกันได้ ว่าอะไรๆมันล่วงไปข้างหน้า แต่ว่ามันมีความสำคัญที่มันเกี่ยวกับมนุษย์อย่างไร นั่นแหละเป็นสิ่งที่จะต้องศึกษาพินิจพิจารณากันอย่างดี เกี่ยวกับข้อนี้ มีทางที่จะมองเห็นได้เป็น 2 อย่าง

อย่างแรก คือ ความเก้าวหน้าของเวลา

อย่างที่สองคือความก้าวหน้าของบุคคล

ถ้ามันเป็นความก้าวหน้าของเวลา เวลาก็กินสัตว์ กินชีวิต แต่ถ้าเป็นความก้าวหน้าของบุคคล บุคคลก็เป็นผู้กินเวลา กลับกันอยู่ดังนี้ ถ้าเวลาก้าวหน้าคนก็ถูกกิน จะเห็นได้ไม่ยากนักว่าวันคืนมันล่วงไปๆ คนมันก็แก่ชราลง และใกล้ความตายไปทุกทีจนถึงความตายในที่สุด เรียกว่าเวลามันก้าวหน้า คนก็ถูกกิน แต่ทีนี้ถ้าคนเกิดก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง คือคนได้รู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นหัวใจของพระศาสนาโดยแท้จริง คือเรื่องความไม่ยึดมั่น ไม่ถือมั่น ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ที่จะยึดมั่นแล้ว เวลาก็ทำอะไรบุคคลนั้นไม่ได้ เพราะบุคคลนั้นพ้นจากความความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างนี้เรียกว่าบุคคลนั้นกินเวลา เวลาเป็นฝ่ายที่ถูกกิน

สรุปความสั้นๆว่า ถ้าคนไม่รู้ธรรมะ เวลาก็กินคน ถ้าคนรู้ธรามะ คนก็กินเวลา

การที่เวลากินคนนั้นไม่เป็นของสนุกเลย หมายความว่ามีความทุกข์ร้อน นานาประการ เกี่ยวกับเวลาที่มันล่วงไปๆ เดี๋ยวนี้คนเป็นอันมากก็ร้อนใจ อยู่ด้วยเรื่องเกี่ยวกับเวลา คือยังทำอะไรไม่เสร็จ ยังทำอะไรไม่ได้ตามที่ตัวต้องการ ยังหิว ยังกระหาย อยู่เสมอ อย่างนี้เรียกได้ว่า คนลำบากเดือดร้อนเพราะถูกเวลากิน เพราะว่าเขาไม่เป็นผู้รู้ธรรม ไม่รู้จักปล่อยวางสิ่งทั้งปวง อย่าให้มารบกวนจิตใจ

ถ้าเราพิจารณาดูอีกทางหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่า คนที่ไม่รู้ธรรมะนั้น ย่อมเดินถอยหลัง เพราะถูกเวลากิน ไม่มีความก้าวหน้า คนโง่คนพาล คนเขลา ชนิดนี้ย่อมไม่มีสงกรานต์ กับใครเลย เพราะเขาไม่ก้าวหน้า แต่กลับถอยหลังไปเสียอีก

ถ้าบุคคลผู้ใดรู้ธรรม บุคคลนั้นก้าวหน้าเรื่อยไป บุคคลนี้มีสงกรานต์ คือมีการก้าวหน้า แต่ถ้าพูดว่า สงกรานต์ๆ เราก็พูดเป็นกันทุกคน แต่ยิ่งเล่นสงกรานต์ เช่นสาดน้ำ เป็นต้นด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำเป็นกันทุกคน

แต่คิดๆดูเถิดว่า มันเป็นการกระทำของคนโง่ หรือคนฉลาด การเล่นสงกรานต์พียงเท่านั้น มันจะเป็นสงกรานต์ คือเป็นควมก้าวหน้าไปไม่ได้ มันเป็นเรื่องของคนโง่ที่มัวแต่เหลวไหลอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่มีความก้าวหน้า

ถ้าเป็นสงกรานต์จริงๆ มันต้องเป็นการก้าวหน้า คือมีจิตใจที่ก้าวหน้า เพราะเหตุฉะนี้แหละ จึงพูดว่า คนที่ไม่รู้ธรรมะย่อมถอยหลัง ไม่มีการก้าวหน้า ไม่มีสงกรานต์ คนมีความรู้ธรรมเท่านั้น ที่มีการก้าวไปข้างหน้าและมีสงกรานต์