PTT-KV-DJSI-Online

ลานบ้านกลางเมือง/บูรพา โชติช่วง เรื่องและภาพ
จากข้อมูล “ประมวลองค์ความรู้ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” กระทรวงวัฒนธรรมจัดพิมพ์ เนื่องในมหามงคลการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562, สังเขป

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2325 ในพระบรมมหาราชวังไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยอยุธยา
ภายในวัดประกอบด้วยศาสนสถานสำคัญ ได้แก่ พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ปราสาทพระเทพบิดร ประดิษฐานพระบรมรูปบูรพมหากษัตริย์ พระอัษฎามหาเจดีย์ พระระเบียงคดเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์โดยรอบ ที่สำคัญคือพระอุโบสถเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธี และรัฐพิธีทางพระพุทธศาสนา อาทิ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประกอบพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วัดบวรนิเวศวิหาร พื้นที่เดิมเป็นที่ตั้งของ 2 วัด วัดรังษีสุทธาวาส และวัดใหม่หรือวัดวังหน้า ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2397 ในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้รวมวัดทั้ง 2 เข้าด้วยกัน และพระราชทานนามวัดขึ้นใหม่เป็น วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะทรงพระผนวชเป็นเจ้าอาวาสวัด ได้ตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้นที่นี่เป็นครั้งแรก
วัดบวรนิเวศฯ รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 7 รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประทับจำพรรษาขณะทรงพระผนวช และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชกรุงรัตนโกสินทร์ 4 พระองค์
ภายในวัด มีพระเจดีย์เป็นประธาน พระวิหารและพระอุโบสถเป็นอาคารประกอบหลัก มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทยผสมจีนตามแบบพระราชนิยมรัชกาลที่ 3 ภายในพระอุโบสถเขียนภาพปริศนาธรรม ฝีมือบรมครูขรัวอินโข่ง ประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ภายใต้พุทธบัลลังก์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 9
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อทรงนมัสการพระพุทธชินสีห์ และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 6 และพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 9

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น โดยมีพระมหาเจดีย์เป็นศูนย์กลางของวัด ส่วนพระอุโบสถ พระวิหารตั้งอยู่รอบข้างเชื่อมถึงกันด้วยระเบียงคดรอบพระเจดีย์ ทุกอาคารประดับด้วยกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ ภายในประดับตกแต่งตามแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมตะวันตก มีพระพุทธอังคีรส เป็นพระประธานในพระอุโบสถ ภายใต้พุทธบัลลังก์ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 7 พระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 9 ชานกำแพงด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งสุสานหลวง บรรจุพระสรีรางคารพระบรมวงศานุวงศ์
วัดราชบพิธฯ เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จสังฆราชมาแล้ว 2 พระองค์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ และสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดราชบพิธฯ เพื่อทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 7 พระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 9

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ถือกันว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่าในสมัยอยุธยา ชื่อวัดโพธาราม หรือวัดโพธิ์ ขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม พระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ต่อมาในรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายอาณาเขตพระอารามด้านทิศใต้และทิศตะวันตก รวมถึงจารึกความรู้สรรพวิชาการ เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ตำราการแพทย์แผนไทย ตำรานวด และตำรายา ไว้ตามเสาศาลารายโดยรอบ ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะ แล้วทรงเปลี่ยนสร้อยนามพระอารามเป็น วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
พระอารามแห่งนี้มีสิ่งสำคัญประกอบด้วย พระอุโบสถเก่า พระวิหารพระพุทธไสยาส พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล และประติมากรรมรูปฤๅษีดัดตน ใต้พุทธบัลลังก์พระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 1
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคไปยังวัดพระเชตุพนฯ เพื่อทรงนมัสการพระพุทธเทวปฏิมากร และถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 1

วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ตรงพื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมชุมชนและศูนย์รวมศาสนสถานทั้งพุทธและพราหมณ์กลางพระนคร แผนผังเขตพุทธาวาสจำลองภูมิจักรวาลตามคติมณฑลแบบพุทธ พระวิหารหลวงประดิษฐานพระศรีศากยมุนี หรือหลวงพ่อโต อัญเชิญมาจากเมืองสุโขทัย ชุกชี (ฐานพระพุทธรูป) ประดิษฐานพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 5 ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมพุทธประวัติ และเรื่องในวรรณคดี ด้านหน้าอุโบสถมีสัตตมหาสถานหรือสัญลักษณ์แสดงสถานที่พระพุทธองค์ประทับภายหลังการตรัสรู้ 7 แห่ง ด้วยความสำคัญของสถานที่ตั้งและคติความเชื่อทางศาสนา จึงเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาของบ้านเมือง
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 วัดสุทัศน์เป็นสถานที่เสกน้ำอภิเษกจาก 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อแห่เชิญไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งน้ำจากเบญจสุทธคงคา และน้ำจาก 4 สระ เมืองสุพรรณบุรี

วัดอรุณราชวราราม เดิมชื่อวัดมะกอก สร้างในสมัยอยุธยา ปฏิสังขรณ์สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้ง และเปลี่ยนเป็นวัดอรุณราชวรารามหลังการปฏิสังขรณ์อีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 วัดนี้มีศาสนสถานสำคัญ คือ พระปรางค์ที่สร้างมาแต่รัชกาลที่ 2 และสร้างเพิ่มเติมแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 แต่ได้มีการฉลองในรัชกาลที่ 4 โดยมีพระปรางค์ประธานขนาดใหญ่สูง 81 เมตร มีพระปรางค์องค์เล็กและมณฑปประจำทิศทั้ง 4 ทั้งหมดมีสีขาวประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องสีงดงามยิ่ง
พระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยนามว่า พระพุทธธรรมิศราชโลกธาตุดิลก ที่หน้าพระประธานประดิษฐานพระอรุณหรือพระแจ้ง ศิลปะล้านช้าง อัญเชิญมาไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ 4
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2562