รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์/มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

สิ้นสุดการเลือกตั้ง 2562 นอกจากสังคมไทยจะมุ่งให้ความสนใจกับผลการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนสูงสุดรายจังหวัด 350 เขต (อย่างไม่เป็นทางการ) สรุปได้ว่า อันดับ 1 เป็นของพรรคเพื่อไทยที่ได้ 137 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคพลังประชารัฐที่เก็บไป 97 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 3 ที่ 39 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์เก็บไปได้ 33 ที่นั่ง ส่วนพรรคอนาคตใหม่ตามมาติด ๆ ที่ 30 ที่นั่ง ขณะที่ชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาชาติ เก็บที่นั่งไปได้ เท่ากันที่ 6 ที่นั่ง เช่นเดียวกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคชาติพัฒนาซึ่งมีที่นั่งเท่ากันคือ 1 ที่นั่ง

ปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสูตรตั้งรัฐบาล การประสบความสำเร็จของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมาแรงแซงพรรคใหญ่ หรือแม้แต่ การที่พรรคประชาธิปัตย์ สูญพันธุ์ใน กทม. ล้วนเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน...
เมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนหวังจะได้รับรู้คงหน้าไม่พ้นโฉมหน้าของว่าที่ ส.ส. อย่างไม่เป็นทางการ พรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจากผลการเลือกตั้งที่ค่อนข้างสูสีกัน โดยพรรคที่ได้จำนวน ส.ส. อันดับ 1 ก็คือ พรรคเพื่อไทย ส.ส. 137 คน ขณะที่คะแนนรวมทั้งหมด พรรคพลังประชารัฐ มาเป็นอันดับ 1 ที่ 7,938,893 คะแนน ทำให้ทั้งพรรคการเมืองมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลพอๆ กัน

ฝ่าย "พรรคเพื่อไทย" มีความชัดเจนก่อนการเลือกตั้งว่าจะมีการจับมือกันกับ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคเพื่อชาติ โดยเพื่อไทยมีจำนวน ส.ส.เบื้องต้น 137 คน อนาคตใหม่ 80 คน เศรษฐกิจใหม่ 6 คน เสรีรวมไทย 10 คน และเพื่อชาติ 5 คน ส่วน "พรรคพลังประชารัฐ" มี ส.ส.ในมือตอนนี้ 118 คน ซึ่งรวมกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ได้มา 5 คน และมีโอกาสรวมกับพรรคประชาธิปัตย์ 53 คน ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวนั้น พบว่า จำนวน ส.ส. ของทั้งสองฝ่ายยังไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

ดังนั้น พรรคตัวแปรสำคัญจึงอยู่ที่ พรรคภูมิใจไทย 51 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 11 คน พรรคชาติพัฒนา 3 คน และอื่น ๆ ว่าสุดท้าย จะจับมือกับขั้วไหน คงต้องติดตามกันตอนต่อไป!!

"อนาคตใหม่มาแรง แซงพรรคใหญ่" ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจเป็น อย่างมาก โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ทำให้พอจะสรุปปัจจัยที่ทำให้ "อนาคตใหม่มาแรงไ ได้ดังนี้ พรรคอนาคตใหม่ เพราะเป็นพรรคใหม่ มีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน มีนโยบายน่าสนใจ ทำให้กลุ่ม First Vote เทคะแนนให้ โดยที่จำนวนกลุ่ม First Vote มีจำนวน 7,339,722 คน

ความโดดเด่นของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โดย "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" แจ้งเกิดในเวทีดีเบต กลายเป็นขวัญใจและสร้างความประทับใจให้กับคนไทยหลายรุ่น นอกเหนือจากกลุ่ม First Vote รวมถึงสื่อต่างชาติ การที่พรรค "อนาคตใหม่" สามารถใช้สื่อโซเชียลปลุกกระแสให้คนเกาะติดกระแส เช่น แฮชแทค "ฟ้ารักพ่อ" หรือแม้แต่การมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า "ไม่เอาเผด็จการ"

นอกจากนั้น การเดินเกมที่ผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ประกาศไม่เอา "ลุงตู่"เทคนิคการหาเสียงไม่โดดเด่น และนโยบายไม่เป็นที่จดจำหรือเข้าถึงประชาชน ผนวกกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ไ กับ หัวหน้าพรรคอนาคต "ธนาธร" เป็นตัวชูให้คนเลือกพรรคจากการมีลีลาการพูดที่โดดเด่น แต่ ธนาธร ได้เปรียบกว่าอภิสิทธิ์ตรงที่มาใหม่ และกล้าเล่นลูกเล่นทางการเมืองใหม่ ๆ ที่ท้าทายการเมืองไทยแบบเก่า ๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่เสริมให้พรรคอนาคตใหม่มาแรงแซงทางโค้งได้ในที่สุด

คำกล่าวที่ว่า "มีเกิดย่อมมีดับ"เมื่อพรรคอนาคตใหม่ แจ้งเกิดในการเลือกตั้ง 2562 พรรคที่ดูเหมือนจะประสบความล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ผลการเลือกตั้ง ซึ่งได้ที่นั่งประมาณ 50 ที่นั่ง และกลายเป็นพรรคที่ได้ส.ส.ต่ำกว่า100 ที่นั่ง รวมถึงการที่พรรคประชาธิปัตย์ สูญพันธุ์ใน กทม. ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองต่างวิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า ความเปลี่ยนแปลงของการทำงานทางการเมืองในแง่ของโครงสร้างประชากร และเทคโนโลยี ล้วนเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีการถ่ายเทบุคลากร ไม่มีการปรับกลยุทธ์การทำงาน แม้จะมีการขยับโดยการผลักดัน New dem หรือนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่กระแสก็ถูกบดบัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรคอนาคตใหม่

ดังนั้น การยึดติดกับการทำงานในรูปแบบเก่าๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้อย่างหลุดลุ่ยในการเลือกตั้ง 2562 นั่นเอง

ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นการสื่อจาก "ประชาชน" ว่า "ผู้หนึ่งผู้ใด จะดับสูญ ...กลุ่มหนึ่ง กลุ่มใด จะสูญพันธุ์" !! ไม่ใช่หมายถึงการไม่ได้รับเลือก แล้วจะดับไปจากแวดวงการเมือง

แต่เป็นเสียงสวรรค์ เป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยจากประชาชนที่ต้องการการเมืองในมิติใหม่ ๆ ซึ่งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร? ก็อย่างให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ในลักษณะ "เส้นขนาน" ที่มีเป้าประสงค์เดียวกันในการพัฒนาประเทศชาติ และสร้างสมดุลให้ระบอบประชาธิปไตยไทย"

ได้แต่หวังว่าการขับเคลื่อนการเมืองหลังการเลือกตั้งของทุกฝ่าย ทุกพรรค จะทำให้ประชาชน "สมหวัง" เสียที...เพราะที่ผ่านมา "ผิดหวัง" มามาก จนเกินพอแล้ว...จริงจริง??