PTT King 10

แสงไทย เค้าภูไทย

แม้บรรยากาศทางการเมืองหลังเลือกตั้งจะยังสับสน วุ่นวาย แต่ภาคเศรษฐกิจกลับนิ่งสงบ ไม่ให้ความใส่ใจนัก แม้จะแสดงความกังวลในรัฐบาลใหม่ที่แนวโน้มจะเป็นรัฐบาลเก่า จนทำให้ดัชนี SET อ่อนตัวเล็กน้อย แต่ต่างทำใจกันไว้แล้ว

เรื่องการตัังรัฐบาล พรรคไหนจะเป็นแกนนำจัดตั้ง ใครจะได้เป็นรัฐบาล จึงดูจะไม่เป็นปัจจัยสำคัญนัก ตลาดมองไปที่การระงับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดตลอดปีนี้มากกว่า

เพราะก่อนหน้านี้ ในปีที่แล้ว เฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 4 ครั้งและตั้งเป้าหมายจะขึ้นอีก 2 ครั้งในปีนี้

แต่จากภาวะเศรษฐกิจที่กลับมาเป็นขาลงหลังจากเป็นขาขึ้นมา 5 ปีเท่าอายุรัฐบาลคสช. ทำให้เฟดหันกลับมาทบทวนนโยบายดอกเบี้ยใหม่ โดยยกเลิกเป้าหมายขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

จีน ผู้บริโภคน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในโลก ลดการนำเข้าลง เหตุจากการผลิตภายในประเทศชะลอตัว ทั้งด้วยเหตุตลาดโลกลดการสั่งซื้อสินค้าจีนและจากสงครามการค้ากับสหรัฐ

การจ้างงานลดลง ทำให้รายได้ประชากรลดลง การบริโภคภายในประเทศลดลง ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ประเทศไทยได้รับผลกระทบมาก เพราะจีนลดการนำเข้าสินค้าส่งออกสำคัญๆจากไทยหลายรายการ เช่นยางพารา น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ฯลฯ

แต่ที่กระทบที่สุดคือนักท่องเที่ยวจีนมาไทย เนื่องจากการจ้างงานลดลง ทำให้คนจีนมีกำลังซื้อลดลง ออกมาเที่ยวนอกบ้านน้อยลง

นักท่องเที่ยวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวหลัก ทำเงินให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกว่า 80%ของรายได้รวม 3ล้านล้านบาทต่อปปี ขณะนี้มาไทยน้อยลง ปีที่แล้วลดลงมาก จนรายได้รวมหดเหลือ 2 ล้านล้าบาท

การส่งออกกับการท่องเที่ยวจากต่างประเทศมีสัดส่วนมากที่สุดในจีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมประชาชาติ

การที่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอกแค่ 2 ตัวนี้เป็นหลักสำหรับอัตราเติบโตขอจีดีพี กลายเป็นความเสี่ยงยิ่งยวดของเศรษญกิจไทย

เหตุจากทั้งสองเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก เนื่องจากเป็นปัจจัยภายนอก

สำหรับปัจจัยภายใน การผลิตเพื่อการส่งออกได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การบริโภคภายในประเทศซบเซา เนื่องจากรายได้ประชากรตกต่ำ

พรรคการเมืองที่ประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพื่อเอาใจประชาชนนั้น คงจะได้แต่พูดเท่านั้น ทำจริงไม่ได้

ปีที่แล้วตั้งเป้า GDP Growth ไว้ 4.8% ต่อมาลดเหลือ4.3% แต่ทำได้จริงแค่ 4.1%เท่านั้น

ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคซีกรัฐบาลคุยว่า จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตที่สุดในอาเซียน และว่าผลงานของรัฐบาลชุดนี้ยอดเยี่ยม จีดีพีโตถึง 4.1%

แต่ถ้าไปดูเพื่อนอาเซียนด้วยกันแล้ว ไทยเกือบเป็นที่โหล่ เพราะเรียงลำดับกันแล้วเวียดนามโตเฉลี่ยทั้งปี 6.8%ฟิลิปปินส์ 6.2% อินโดนีเซีย 5.2% มาเลเซีย 4.7%และ สิงคโปร์ 3.2%

ปัญหาที่ไทยเผชิญหน้าทุกวันนี้ก็คือ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศต่ำ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการเมืองภายในที่ยังอยู่ในคราบเผด็จการทหาร(junta) อยู่

แม้จะมีรัฐบาลที่มาากการเลือกตั้ง แต่ถ้ายังเป็นรัฐบาลจำแลง มีคราบรัฐบาลทหารอยู่ก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาก่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน

ได้นักลงทุนจากจีนเข้ามาระเบียงเศรษฐกิจ EEC มาก ทว่านักลงทุนจากจีนเข้ามาเพื่ออาศัยไทยเป็นฐานผลิตและสิทธิพิเศษทางการค้า เพราะจีนมีปัญหาถูกสกัดกั้นจากสหรัฐและยุโรปเนื่องจากการทุ่มตลาด

ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยเหมือนนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยเป็นนัดลงทุนต่างชาติที่มีสัดส่วนการลงทุนถึงกว่า 60% ของทุนต่างชาติในไทยทั้งหมเด

ยิ่งกว่านั้้น นักลงทุนจีนยังสร้างงานให้คนไทยน้อยมาก โดยนำพนักงานฝ่ายเทคนิคขอตนมาเองและนำเครื่องจักรอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ของตนเข้ามาเอง

ในห้วงภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นขาลงที่เริ่มสัญญาณเตือนตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วนั้น ไทยจะต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ในปีนี้

ถ้ารัฐบาลชุดนี้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ก็น่าจะย่ำอยู่กับปัญหาเดิมๆ คือเศรษฐกิจรากหญ้าย่ำแย่

ยิ่งมีมรสุมการเมืองในสภา ซึ่งในช่วงเป็นรัฐบาลคสช.นั้นไม่มี แต่คราวนี้จะโดน ส.ส.จากการเลือกตั้งตรวจสอบ ซักฟอก จนถึงลงมติไม่ไว้วางใจ โดย ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.ไม่สามารถช่วยได้เหมือนกับการโหวตตั้งนายกรัฐมนตรี

อันจะเป็นตัวการทำให้รัฐบาลอายุสั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากขั้วพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาหรือจากขั้วเพื่อไทย เนื่องจากคะแนนเสียงใกล้เคียงกันมาก

ยุบสภา เลือกตั้งใหม่อีก 2 ครั้งนั่นแหละถึงจะเข้าที่