“คนที่นับถือศาสนาพุทธนั้น นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า ไม่มีพระเป็นเจ้าที่ไหนอีก เมื่อนับถือพระพุทธเจ้าก็เห็นจะต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระโอวาทสามของพระพุทธเจ้า ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

พระโอวาทข้อแรกนั้นได้แก่ ให้เว้นการทำบาปทั้งปวงบาปนั้นมากมายเหลือเกิน ถ้าไม่ถือกฎอะไรบางอย่างก็จะเว้นกันไม่ไหว ผมเห็นว่าศีลห้านั้นก็คลุมได้ทั่วอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการไม่ทำบาปทั้งปวงจึงเป็นไปได้หากคนจะอยู่ในศีลห้า และไม่ล่วงศีล ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เบียดเบียนทรัพย์ผู้อื่น ไม่เบียดเบียนหัวใจผู้อื่นด้วยการผิดลูกผิดผัวเขา ไม่กล่าวเท็จในทุกกรณี และไม่เสพน้ำเมาอันทำให้เสียสติ

พระโอวามข้อสองนั้น ให้พร้อมด้วยกุศลทั้งปวง กุศลนั้นแปลได้ว่า กิจของคนฉลาด ถ้าจะทำกิจของคนฉลาดก็ด้องดูที่ ธรรมห้า คือมีเมตตาเอื้อเฟื้อต่อสัตว์และเพื่อนมนุษย์ มีสัมมาชีพ คือเลี้ยงตนด้วยอาชีพที่ถูกกฎหมายและศีลธรรม มีความรักความพอใจในสามีหรือภรรยาของตน ก็คิดดูเถิดครับ ถ้าถือศีลไม่ยุ่งเกี่ยวกับเมียใคร ไม่นอกใจเมียตน แต่เกิดไม่พอใจเมียของตัวเอง เห็นว่าสนิมเสียแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น? ก็มันจุกอกตายเปล่าเท่านั้น ธรรมข้อที่สี่ก็คือต้องมีสัจจะ ถือความจริงเป็นใหญ่ นอกจากไม่กล่าวเท็จอันเป็นการล่วงศีลแล้ว ก็ต้องรักความจริงอีกด้วย ธรรมข้อท้ายก็คือสติ ต้องมีสติอยู่เสมอ ซึ่งหมายความว่า ถึงจะล่วงศีลข้อห้าเข้าไปถึงสองก๊ง แต่ยังครองสติไว้ได้ก็ไม่สู้กระไรนัก อย่าเผลอก็แล้วกัน

ผมคิดว่าการปฏิบัติธรรมครบห้าข้อนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่า ถึงพร้อมซึ่งกุศลทั้งปวงอยู่แล้ว สำหรับมนุษย์ปุถุชนธรรมดา อย่าไปคิดให้มากเดี๋ยวจะสับสน ทำกุศลได้ไม่พร้อม
ทีนี้ก็มาถึงโอวาทข้อสาม จงทำจิตให้บริสุทธิ์

ตรงนี้ต้องตั้งปัญหาถามว่า บริสุทธิ์จากอะไร?

และก็ตอบได้ว่า บริสุทธิ์จากอกุศลมูล คือ โทสะ โลภะ และโมหะ ได้แก่ความโกรธ เกลียด พยาบาท อาฆาต ได้แก่ความอยากได้ไม่รู้จักพอ เห็นใครเขามีอะไรมากกว่าตน ดีกว่าตนก็อิจฉาเขา คิดแย่งของเขาหรือทำลายเขา วันหนึ่ง ๆ ก็คิดแต่จะได้ เห็นอะไรก็นึกว่ากูจะได้อะไรจากการนี้ แทนที่นึกว่ากูจะให้อะไรแก่การนี้ได้ ส่วนโมหะได้แก่ความหลง หลงผิดในตัวเองว่าวิเศษ หรือใหญ่ หรือเล็กเกินความเป็นจริง หลงผิดเป็นชอบ หลงว่าทุกข์เป็นสุข หลงโดยกราเอามาตรฐานของตนเองเข้าไปเทียบกับสิ่งอื่นหรือคนอื่น แล้วนึกว่าคนอื่นหรือสิ่งอื่นนั้นเหมือนตนไปหมด เป็นต้นว่า เห็นหนอนในพริกก็คิดว่ามันมีกรรม และคงเป็นทุกข์อย่างยิ่งเพราะมันอยู่ในของเผ็ด นึกว่าหนอนนั้นเหมือนตน ซึ่งเข้าไปยู่ในเมล็ดพริกคงทนไม่ได้ แต่ความจริงหนอนนั้นมันเกิดมาเพื่อกินพริก เมื่อมันอยู่ในพริก ก็เท่ากับอยู่ในสวรรค์ของมัน มีพริกกินไม่ขาด
อกุศลมูลนั้นเป็นเหตุแห่งการกระทำบาปทั้งปวง ถ้าทำอะไรเพราะโกรธ โลภ หลงแล้ว การกระทำนั้นจะถูกไม่ได้ ต้องเป็นผิดเป็นบาปทุกครั้งไป และก่อความทุกข์เดือดร้อนให้ผู้กระทำทุกครั้งไป ไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม อกุศลมูลนั้นมีเชื้อติดอยู่ในใจมนุษย์มาตั้งแต่แรกเกิด ถ้าปล่อยมันไว้ มันก็จะเติบโตขึ้นทุกวัน จนอาจครอบงำใจไว้ได้ทั้งหมด
จึงต้องออกแรงขจัดขัดล้างอันหน่อย และทำให้สม่ำเสมอ มิฉะนั้นแล้วจะทำจิตให้บริสุทธิ์ตามพระโอวามสามไม่ได้

ความจริงการอยู่ในศีลห้าและธรรมห้านั้น ก็เป็นเครื่องขัดเกลากิเลสและอกุศลมูลอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ใจบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นตามพระโอวาทก็ควรใช้สติ และต้องมีสติอย่างสม่ำเสมอด้วย เมื่อเกิดโทสะ โลภะ โมหะขึ้นมาจะได้ใช้สติดับได้ รักษาความบริสุทธิ์ของจิตไว้” (คึกฤทธิ์ ปราโมช)