สถาพร ศรีสัจจัง

มีคนทางปักษ์ใต้เล่าให้ฟังหลายคนแล้วว่า ที่พรรคการเมืองเก่าแก่(มาก)พรรคหนึ่ง ที่ยังคงกะพันชาตรีอยู่ได้ในถิ่นสะตอปักษ์ใต้จนถึงปัจจุบันนั้น ก็เพราะนักยุทธศาสตร์คนเก่าคนแก่ในพรรคทั้งหลายล้วนเข้าใจถึง ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ ของสังคมไทย(เขาเน้นว่า โดยเฉพาะคนปักษ์ใต้) สองข้อสำคัญนั่นแหละ คือ คนไทยลืมง่าย และ คนไทยเห่อกระแส
       
ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเรื่องนี้ ทำให้วางยุทธวิธีได้ตรงเป้า และสามารถโน้มน้าวใจมวลชนผู้เลือกตั้งให้เชื่อตามและเลือกตน
        
คือสามารถใช้วาทกรรม(ความเป็นนัก พูดเก่ง ไม่ใช่พูดดี) โจมตีถึงข้อด้อย ข้อพลาด ข้ออ่อน ข้อน่าตลก ของพรรคอื่นคนอื่นจนชาวบ้านลืมเสียสนิทว่าคนพูดไม่เคยทำอะไรให้เห็นอย่างเป็นโล้เป็นพายเลย เขามีกระแสประชานิยมก็ร่วมแห่ตามเขา และมักสามารถสร้าง กระแส ประเภท ไม่เลือกเราเขามาแน่ ให้คนต้องแห่ตามได้เสมอๆ
       
แต่ไหนแต่ไรมา การสร้างกระแส นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในวงการการเมืองไทย ที่จริงการสร้างกระแส มีโครงสร้างเป็นเรื่องเดียวกับการสร้าง ข่าวลือ นั่นเอง 
       
ฟังว่า ฯพณฯท่าน ชวน หลีกภัย ครั้งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนเมืองตรังครั้งแรก(ในยุคสมัยที่การสื่อสารและการคมนาคมยังล้าหลังกว่าปัจจุบันมาก)ก็ได้ใช้ ยุทธการสร้างข่าวลือ (พูดกันต่อๆ) นี่แหละเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียง จนได้รับเลือกอย่างถล่มทะลาย และกลายเป็น ต้นแบบ ของนักการเมืองประเภท ดาวค้างฟ้า ตัวจริง มาจนถึงยุคปัจจุบันที่การสื่อสารเข้าสู่ยุค 5 จี 6 จีเข้าแล้ว
       
ที่จริงรากฐานทางจริยธรรมของสังคมไทยตั้งอยู่บนหลักการ ปฏิจจสมุปบาท และหลัก อิทัปปัจจยตา ของศาสนาพุทธ หลักการดังกล่าวเน้นการคิดแบบเชื่อมโยงระหว่างเหตุกับผล ทั้งยังมีคำสอนเรื่องหลัก กาลามสูตร ที่พระพุทธองค์ใช้เทศโปรดชนเผ่ากาลามะในอินเดียโบราณอันศักดิ์สิทธิ์ชัดเจน
      
แต่สังคมไทย(คนไทย)กลับเป็นสังคมที่ผู้คนส่วนใหญ่คล้ายจะมีมีรากฐานความเชื่อตั้งอยู่บนความเป็น มิจฉาทิฐิ
      
คือเชื่อเรื่องราวตามกระแส ตามข่าวลือ กระทั่งอาจกล่าวได้ว่า ชอบเรื่องการนินทาว่าร้ายมากกว่าชอบที่จะฟังเรื่องดีๆของคนอื่น
      
อันขัดกับหลัก พรหมวิหาร 4 ในพระพุทธศาสนาที่ว่าด้วยหลัก เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอย่างยิ่ง !
      
การเลือกตั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2562 ของประเทศไทย จะยังคงผูกติดอยู่กับ ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ 2 ประการอย่างที่ว่าหรือเปล่า อีกไม่กี่วันคงจะได้รู้กัน
      
ที่ฟังข่าวมาแล้วรู้สึกน่าเศร้ายิ่งนักก็คือ เรื่องของ คนรุ่นใหม่ ฟังว่าพวกเขาเป็นคนไทยยุคที่โรค ตามกระแส แทบจะขึ้นสมองเอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่า โซเชียล จะปั่นจะลากไปทางไหนก็จะเฮกันไปทางนั้น เหมือน แห่บ้าปัญญาเบา  แถมยังเป็นโรค ไม่มีราก (เหมือนต้นไม้ประเภทตอนกิ่งหรือตัดต่อพันธุกรรม) คือไม่เคยสนใจที่เรียนรู้เรื่อง การเมืองไทย ในอดีตเลย เหมือนกับพวกที่ไม่เคยฟังเพลง ลืม..ลืมหมดแล้วหรือไร นั่นแหละ
       
พวกเขาจึงเหมือนไม่มีบทเรียนถูกกระแสลากไปง่าย ใครที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็น รุ่นใหม่ รุ่นตัวเอง ก็เชื่อตามเลือกตาม โดยไม่ได้มีข้อมูลอย่างรอบด้านเลยว่า เหล่านั้นเป็น ของปลอม หรือ เฟก หรือไม่แต่ประการใด
      
  หรือสุดท้าย..จะต้องหวังเหมือนบางใคร(หรือหลายใคร)ที่ว่า...แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ และ พระสยามเทวาธิราชมีจริง?!!!