“กฤษฏา” ปักธง วิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ เดือนพ.ค. นี้ นำร่อง 6 แปลงต้นแบบ ชี้ยกระดับเกษตรกรถึงร้อยละ 61.5 เพิ่ม 2.1 แสนบาทต่อครัวเรือน จาก 3.5 แสนบาท รายได้พุ่ง 5.66 แสนบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.62 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ คณะอนุกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์ ทุกจังหวัด เร่งขับเคลื่อนโครงการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ ให้จัดทำแผนปฏิบัติการแปลงต้นแบบในเดือนพ.ค.นี้ โดยใช้พื้นที่ ส.ป.ก. และนิคมสหกรณ์ ซึ่งเกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการเกษตรอยู่แล้ว ใน 6 ภูมิภาค ได้พื้นที่เป้าหมายแปลงละ 1,000 ไร่ขึ้นไป ได้แก่ ส.ป.ก. ระบำ จ.อุทัยธานี ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ บ่อทอง/หนองใหญ่ จ.ชลบุรี วังน้ำเขียว/ปากช่อง จ.นครราชสีมาโคกสูง จ.สระแก้ว ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยจัดรูปที่ดินตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คือ เกษตรกรได้สิทธิ์เข้าทำกิน แต่ไม่ได้เอกสารสิทธิส.ป.ก. 4-01 แล้วให้ทำเป็นแปลงรวม จัดรูปแบบสหกรณ์มาเช่าและบริหารจัดการทำเกษตรกรรม ส่วนที่ดินของนิคมสหกรณ์ซึ่งมีอยู่ 36 แห่งทั่วประเทศนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมอยู่

พร้อมกันนี้ ได้สั่งให้ทุกหน่วยงานลงทำความเข้าใจเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ซึ่งเกษตรกรจะรวมแปลงกัน ตัดสินใจเลือกทำการเกษตรที่เหมาะสมตามแผนที่จัดการด้านเกษตรกรรม (Agri-Map) โดยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่ต้องการสินค้าเกษตรมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ พร้อมกับบูรณาภาครัฐและเอกชนมาจัดหลักสูตรอบรม เน้นวิธีการจัดการสมัยใหม่แบบเกษตรแม่นยำ ปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรกรรมดั้งเดิมให้ผลตอบแทนต่ำไปสู่การทำเกษตรที่ลงทุนน้อยให้ผลตอบแทนสูง นำความรู้ทางเทคโนโลยี เครื่องมือและเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิตเพื่อทดแทนการใช้แรงงาน

ทั้งนี้ ได้ศึกษาเปรียบเทียบรายได้ระหว่างเกษตรกรที่ทำแปลงย่อยกับแปลงใหญ่ กรณีที่ฤดูผลิต 1 ปลูกข้าว ฤดูผลิต 2 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และฤดูผลิต 3 ปลูกพืชผักนั้น ผลผลิตต่อไร่แบบแปลงใหญ่สูงกว่าแปลงย่อย ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และได้กำไรมากกว่า ซึ่งจะทำให้รายได้ครัวเรือนต่อปีสูงขึ้นเป็น 566,107 บาท จากเดิม 350,607 บาท เพิ่มขึ้น 215,500 บาทหรือร้อยละ 61.5

สำหรับวิธีบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่นั้นเป็นแบบมีส่วนร่วมที่ทันสมัย โดยให้เกษตรอำเภอร่วมกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดรวมกลุ่มเกษตรกรเจ้าของที่ดินเพื่อจดทะเบียนเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน แล้วคัดเลือกเกษตรกรเจ้าของที่ดินที่มีศักยภาพหรือคัดเลือกบุตรหลานของเกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องการทำการเกษตรเข้าอบรมหลักสูตรเกษตรกรสมัยใหม่ (Smart Farmers) มาเป็นผู้จัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ โดยอาจปรับเป็นการทำธุรกิจที่ลงทุนร่วมกันระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดินกับภาคเอกชน หรือให้เอกชนลงทุนโดยออกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร แนะนำวิธีการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ ขณะที่เกษตรกรยังเป็นเจ้าของที่ดิน จากนั้นให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนรวบรวมผลผลิตขายให้เอกชนหรือหาตลาดส่งขายเองหรือวางขายในระบบออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถเชิญชวนภาคเอกชนมาตั้งโรงรวบรวบรวมผลผลิตหรือตั้งโรงงานแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลผลิต ทั้งนี้ให้มีแบ่งปันผลประโยชน์ออกเป็น 3 ส่วนระหว่างเกษตรกรเจ้าของที่ดิน สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน และภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนดำเนินการในกิจการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ให้เป็นไปตามหลักความเป็นธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560

“เป้าหมายของโครงการคือ การเพิ่มบทบาททั้งภาครัฐและเอกชนให้มีส่วนร่วมกับกลุ่มเกษตรกรในการบริหารจัดการวิสหากิจแปลงใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับรายได้เกษตรกร อีกทั้งพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้มีศักยภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันในตลาดโลกได้”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว