ขนาดยังไม่เข้าหน้าร้อนยังพบป่วยแล้วเกือบ 2 หมื่นราย แนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด”

นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรคกล่าวว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี และอาจทำให้อาหารบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้ประชาชนเสี่ยงเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ โดยเฉพาะโรคอาหารเป็นพิษ จึงแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ

ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.–24 ก.พ.62 พบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ 17,651 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต โดยกลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุดคือ อายุ 15–24 ปี รองลงมา 25–34 ปี และอายุมากกว่า 65 ปี ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ อุบลราชธานี ตราด ลำพูน ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ตามลำดับ

นพ.อัษฎางค์กล่าวว่า โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนพิษของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิฯ ที่มากับอาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารไม่สะอาด และอาหารที่ปรุงไว้นาน ไม่ได้แช่เย็นหรือนำมาอุ่นก่อน ประกอบกับในช่วงนี้อากาศที่ร้อนทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีและเพิ่มมากขึ้น

สำหรับอาหารที่มีความเสี่ยงเกิดโรคอาหารเป็นพิษที่ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ10 เมนูได้แก่ 1) ลาบ/ก้อยดิบ 2) ยำกุ้งเต้น 3) ยำหอยแครง/ยำทะเล 4) ข้าวผัดโรยเนื้อปู 5) อาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของกะทิสด 6) ขนมจีน 7) ข้าวมันไก่ 8) ส้มตำ 9) สลัดผักที่มีธัญพืช และ 10) น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเมนูอาหารเหล่านี้ควรรับประทานเฉพาะที่ปรุงสุกใหม่ ขอให้หลีกเลี่ยงการปรุงโดยวิธีลวกหรือพล่าสุกๆ ดิบๆ นอกจากนี้ อาหารกล่องควรแยกกับข้าวออกจากข้าว ควรรับประทานภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังจากปรุงเสร็จ และหากมีกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทาน

สำหรับการป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ ให้ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” ซึ่งอาการของโรคคือ พะอืดพะอม คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพักๆ ถ่ายอุจจาระ ปวดหัว คอแห้งกระหายนํ้า และอาจมีไข้ร่วมด้วย เป็นต้น ในการช่วยเหลือเบื้องต้น ให้จิบน้ำผสมสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ ป้องกันขาดน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422