แสงไทย เค้าภูไทย

อีกไม่กี่วันเราจะได้เห็นโฉมรัฐบาลใหม่ ที่จะมาชี้ชะตากรรมเศรษฐกิจของชาติที่้ล้มเหลวในรัฐบาลชุดนี้

ช่วงนี้มีรายงานผลประกอบการรายไตรมาสและรายปีออกมาชุก ทั้งในประเทศและในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีนัก แสดงถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัว

น้ำมันดิบลดราคาครั้งแล้วครั้งเล่า สาเหตุปัจจุบันคือสหรัฐปั๊มน้ำมันดิบหินดินดานขึ้นมามากล้นความต้องการตลาด

แต่สาเหตุแท้จริงที่เกิดต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วก็คือ ภาคการผลิตของโลกบริโภคน้ำมันลดลง เหตุจากการค้าหดตัวลง

จีนเป็นชาติส่งออกมากที่สุดในโลก บริโภคน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้ จีนลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เหตุจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ กำลังซื้อในประเทศอ่อนตัวลง

ประเทศไทยรับรู้ได้จากการส่งออกสินค้าสำคัญๆไปจีนเช่นยางพารา น้ำมันปาล์ม ข้าวและนักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลงฮวบฮาบ

ทางฝั่งสหรัฐ รายงานการเงินล่าสุด พบว่าขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะสูงสุดเป็นประวัติการณ์

งบประมาณแผ่นดินของสหรัฐนั้น แต่ก่อนได้จากภาษีเป็นหลัก แต่ตอนนี้ต้องพึ่งการกู้ยืม อันเป็นสาเหตุให้ประธานาธบดีโดแนลด์ ทรัมป์ ต้องทำสงครามการค้ากับจีน เพราะจีนได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐล้นหลาม

หากทรัมป์ขึ้นภาษีขาเข้าจากจีนเป็น 25% ก็จะได้ภาษีที่ขาดดุลไปมาลดยอดขาดดุลงบประมาณลงได้มาก ซ้ำบรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่อเมริกันที่ไปลงทุนในจีน ก็จะกลับมา

นโยบายสงครามการค้าได้ผลตามที่ทรัมป์วาดหวัง แต่กลับกระทบชาติอื่นๆที่ค้าขายกับสหรัฐ

ไทยก็โดนด้วยเพราะได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ จึงเจออัตราภาษีศุลกากรระดับเดียวกันกับจีน

สงครามการค้าส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก แม้แต่ยุโรปที่เป็นพันธมิตรทุุกด้านกับสหรัฐก็พลอยได้รับ

ราคาน้ำมันดิบลดลงจึงเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด

ผลกระทบจากราคาน้ำมันเกิดขึ้น 2 ด้าน คือราคาขึ้น กับราคาลด

น้ำมันขึ้นราคาทุกๆ 10 ดอลลาร์สรอ.ต่อบาเร็ล จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 10% อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.1%

สภาพเงินเฟ้ออ่อนๆ ถือว่าดี สภาพคล่องสูง มีการจับจ่ายใช้สอยในประเทศดี ประเทศไหนที่ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ค่าใช้จ่ายในประเทศ( domestic expenditure) มีสัดส่วนสูง แสดงถึงว่าประเทศนั้นเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เงินออม(saving)สูง เพราะเงินที่ใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นเงินที่เหลือจากออมแล้ว

แต่ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าระดับสมดุล 10% ก็จะเกิดผลตรงกันข้าม

ราคายั่งยืน (sustainable price) ที่ต้องการคือ 75 ดอลลาร์/บาเร็ล

แต่ที่ผ่านมา สัปดาห์ที่แล้วน้ำมันเบาระดับกลาง WTI ของสหรัฐลงไปถึง 53.80 ดอลลาร์ Brent ทะเลเหนือของอังกฤษ อันเป็นน้ำมันชนิดเบาที่สุด 62.70 ดอลลาร์

ราคาน้ำมันดิบลดลงขนาดนี้แล้ว บ่งบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ?

โลกใช้น้ำมันน้อยลง เพราะการผลิตลดลง การผลิตลดลงเพราะผู้บริโภคลดการบริโภคลง การบริโภคลดลง เพราะประชาชนมีรายได้ลดลง ฯลฯ เป็นงูกินหาง

ไทยเป็นประเทศที่การส่งออกและการท่องเที่ยวมีรายได้เป็นสัดส่วนสูงที่สุดในจีดีพี

ตอนนี้ รายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ส่งผลกระทบแล้ว

รายได้จากการส่งออกลดลง ไม่ว่าจะด้วยผลจากสงครามการค้าหรือผลจากการบริโภคในประเทศของลูกค้าส่งออกขาประจำลดลง ก็ล้วนแต่กระทบถึงสัดส่วนรายได้ในจีดีพีทั้งสิ้น

การส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์แค่ 2 ตัวเท่านั้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยามนี้หรือ 5 ปีของรัฐบาลคสช.

การใช้จ่ายในประเทศไม่ต้องพูดถึง ระดับรากหญ้า ตลาดนัดมีคนขายมากกว่าคนซื้อ ระดับโมเดิร์นเทรด ห้างมีแต่คนเดินมากกว่าคนซื้อ แค่ 2 ทุ่มชั้น 2 ขึ้นไปร้างเป็นป่าช้า

รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการหว่านเงิน แบบ “เฮลิคอปเตอร์มันนี่”

พอมีคนทักท้วงว่าเอาเงินภาษีราษฎรมาแจกแบบสุรุ่ยสุร่าย ก็มีคนออกมาตอบแทนว่าจะไม่ให้แจกได้ยังไง “ก็คนมันกำลังจะอดตาย”

ยอมรับว่าเศรษฐกิจของไทยยามนี้ แย่ถึงขนาดมีคนกำลังจะอดตายแล้วหรือ ?

นั่นยังเป็นปลายๆของเศรษฐกิจโลกขาขึ้น

แต่นับแต่นี้ไป มันเข้าสู่ภาวะขาลงดังราคาน้ำมันดิบและตัวชี้วัดอื่นๆส่งสัญญาณเตือน

นี่คือสิ่งท้าทายรัฐบาลใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า