ทวี สุรฤทธิกุล

“ตาอยาก” ก็คือ “อยากเป็นรัฐบาล”

ตอนนี้มีผู้ลองประเมินแล้วว่า ผลการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้ แต่ละพรรคจะได้ ส.ส.จำนวนเท่าใด โดยแยกเป็น 3 กลุ่มตามจำนวนของ ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้มา กลุ่มแรกคือกลุ่มพรรคขนาดใหญ่ที่น่าจะได้ ส.ส.มาเกิน 100 คน กลุ่มที่สองคือกลุ่มพรรคขนาดกลางที่น่าจะได้ ส.ส.ระหว่าง 20 – 100 คน และกลุ่มที่สามคือพรรคขนาดเล็กที่ได้ ส.ส.ต่ำกว่า 20 คนลงไป

กลุ่มพรรคขนาดใหญ่น่าจะมีอยู่เพียง 3 พรรค คือ พรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ โดยคำนวณว่าทั้งสามพรรคนี้น่าจะได้ ส.ส.เกินกว่า 100 คน แต่ไม่เกิน 150 คน ซึ่งเมื่อรวม ส.ส.ทั้งระบบเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อของทั้งสามพรรคนี้น่าจะอยู่ระหว่าง 340 – 360 คน โดยมีสมมุติฐานตามขนาดของ “ความทุ่มเท” และ “ฐานเสียง” ของแต่ละพรรค ซึ่งจะทำให้พรรคเพื่อไทยน่าจะได้ ส.ส.มากที่สุด ราว 120 – 130 คน พรรคพลังประชารัฐราว 110 – 120 คน และพรรคประชาธิปัตย์ราว 100 – 110 คน ในขณะที่พรรคขนาดกลางจะมีอยู่ราว 4 – 5 พรรค ที่น่าจะได้ ส.ส.รวมกันไม่เกิน 100 คน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และพรรครวมพลังประชาชาติไทย (หรืออาจจะมี “พรรคเสือซุ่ม” บางพรรคที่ดูฟอร์มเล็กๆ แต่อาจจะได้ ส.ส.มาเป็นกอบเป็นกำก็ได้ เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท เป็นต้น) ทั้งนี้ไม่ขอนับพรรคไทยรักษาชาติที่น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ แต่ทราบว่ากำลังมีปัญหาถึงขั้นอาจจะต้องถูกยุบพรรค จึงขอเว้นไว้ไม่นับจำนวน ส.ส.ให้ ส่วนกลุ่มพรรคขนาดเล็กนั้นก็อาจจะมีสอดแทรกเข้ามาไม่น่าจะเกิน 10 พรรค โดยมี ส.ส.รวมกันแล้วไม่น่าจะเกิน 50 คน

ส.ส.ทั้งสามกลุ่มนี้ถูกประเมินอีกว่า สามารถแยกออกไปได้อีก 3 กลุ่ม โดยพิจารณาจาก “จุดยืนในการตั้งรัฐบาล” ของแต่ละพรรค คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทหาร โดยต้องการให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ที่ประกาศตัวออกมาอย่างชัดแจ้งแล้วก็คือ พรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมพลังประชาติไทย กลุ่มต่อมาคือกลุ่มที่ไม่เอาทหารและไม่ต้องการให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ ก็ได้แก่ พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ที่การแสดงจุดยืนอย่างมั่นคงมาโดยตลอด ส่วนพรรคอื่นๆ ที่เหลือนั้นยังไม่อาจ “มั่นใจ” ถึงจุดยืนที่ชัดเจน เพราะยังวางตัว “เป็นกลางๆ” จนถึงขั้น “วางเฉย” ไม่แสดงจุดยืนอะไรออกมา ซึ่งเมื่อถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาลอาจจะไม่อยู่ข้างไหนหรือรวมกับพรรคอะไรก็ได้ แบบที่เรียกว่า “ตาอยู่”

โดยหลักของการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย เริ่มต้นต้องให้โอกาสแก่ “พรรคที่ได้เสียงข้างมาก” เป็นผู้ตั้งรัฐบาลขึ้นก่อน ในกรณีนี้ก็คือต้องให้โอกาสแก่พรรคเพื่อไทยในการฟอร์มรัฐบาลก่อนพรรคอื่นๆ แต่ผู้ที่ต้องการสืบทอดอำนาจก็ได้วาง “หมากกล” ไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ว่า การที่พรรคใดจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะต้องมีการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาเลือกเสียก่อน ซึ่งผู้ลงคะแนนเลือกนายกฯก็คือ ส.ส. 500 คน ร่วมกับ ส.ว.อีก 250 คน ที่จะต้องได้คะแนนเสียงรวมกันเกินครึ่ง คือ 376 คนขึ้นไป โดยหมากกลสำคัญก็คือผู้ที่ต้องการสืบทอดอำนาจมีคะแนนจาก ส.ว.ที่พวกเขาแต่งตั้งตุนไว้แล้ว 250 คน จึงต้องการคะแนนจาก ส.ส.อีกเพียง 126 คน ดังนั้นแม้พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.มามากที่สุด แต่ก็คงไม่สามารถได้เป็นรัฐบาล เพราะไม่สามารถตั้งนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากไม่สามารถรวบรวมสมาชิกรัฐสภาให้มาร่วมรับรองชื่อนายกรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยเสนอได้

ตามหมากกลนี้พลเอกประยุทธ์ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน และพรรคพลังประชารัฐก็จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่าง “สะดวกโยธิน” (“โยธิน” ตามพจนานุกรมแปลว่า “ทหาร” ขอรับ)

การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐอาจจะไม่สง่างามนัก แต่ “ความไม่สง่างาม” นี้เองก็เกิดขึ้นกับการเมืองไทยได้เสมอ ทั้งยังเป็นที่ยอมรับของคนหลายๆ คนได้อย่างหน้าตาเฉยด้วย เพราะตามหมากกลนี้(การใช้คะแนนจากสมาชิกรัฐสภา 376 เสียง)จะมีเพียงพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวคือพรรคพลังประชารัฐเท่านั้นที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แน่นอนว่าจะต้องถูกพรรคการเมืองที่ได้เสียงข้างมากคือพรรคเพื่อไทย รวมทั้งพรรคที่ไม่เอาทหารอย่างพรรคอนาคตใหม่ “ดาหน้าถล่ม” อย่างหนักอย่างแน่นอน แต่ว่าก็จะมีพรรคที่ไม่ได้แสดงจุดยืนอะไรชัดเจน ที่เรียกว่า “ตาอยู่” (คนรุ่นเก่าน่าจะรู้จักนิทานเรื่องนี้เป็นอย่างดีทุกคน ที่ว่าตาอินแย่งปลากับตานา แล้วตาอยู่ก็มาช่วยแบ่งปลา ให้ตาอินได้หัวปลา ตานาได้หางปลา ส่วนตาอยู่ได้ตัวปลาทั้งตัวนั้นไป) ที่ในตอนหาเสียงอาจจะไม่ได้แสดงอาการสนิทสนมกับพรรคพลังประชารัฐมากนัก แต่เมื่อเห็นสภาพว่า “ไพ่ทั้งหมด” อยู่ในกำมือของพรรคพลังประชารัฐ ก็จะไม่คิดอะไรมาก และจะหันมาให้ความสนใจ “อยาก” ร่วมรัฐบาลขึ้นในทันที แม้แต่พรรคที่ว่าเก่าแก่ที่สุดก็มีคนเชื่อว่าอาจจะ “ใจอ่อน” ยอมร่วมหอลงโรงกับเขาด้วย

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามหมากกลนี้ แม้ในระยะแรกพรรคพลังประชารัฐอาจจะไม่ใช่พรรคที่ได้เสียงมากที่สุด แต่สุดท้ายกลุ่ม ส.ส.ที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ก็จะเป็นกลุ่ม ส.ส.ที่มีจำนวนมากที่สุด ความไม่สง่างามในตอนแรกจึงถูก “แปลงโฉม” ด้วยการดึงพวก “ตาอยาก” เข้ามาอยู่ในกลุ่มนี่เอง ซึ่ง “ความอยาก” อาจจะมีทั้งที่อยากมาร่วมรัฐบาลโดย “สมัครใจ” และที่ต้องมาร่วมเพราะ “ไม่สมัครใจ” แต่ก็จำเป็นต้องมาร่วม อย่างที่มีบางคนเรียกว่า “รัฐบาลในภาวะพิเศษ”

แรกๆ อาจจะ “ขัดๆ เขินๆ” อยู่ไปอาจจะ “ติดใจ” ใครจะไปรู้

กดติดตาม
สยามรัฐ LINE อฟช.
ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน