สถาพร ศรีสัจจัง

มหัศจรรย์หมายถึงความไม่น่าจะมี จะเป็น หรือไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ถ้าใช้นิยามนี้มากำหนดความหมายคำ “มหัศจรรย์”แล้วละก็ต้องบอกว่า เมืองไทยหรือ “ไทยแลนด์” มีสิ่งเหล่านั้นมากจริงๆ ดังนั้น จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่า “ไทยแลนด์” คือ “แดน มหัศจรรยา” ของโลก

          
แต่วันนี้จะขออนุญาตพูดถึงความมหัศจรรย์ของประเทศไทยอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)จัดให้ เพื่อเป็นการ"โปรโมท"ให้คนมาท่องเที่ยวปนะเทศนี้ อย่างเช่น ความสวยงามอย่างมหัศจรรย์ของใต้ทะเลสิมิลัน/หรือความงดงามศักดิ์สิทธิ์แบบอลังการของหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิงเมืองอยุธยา หรืออะไรประมาณนั้น
           
แต่ป็นสิ่งที่โลกโดยทั่วไปเขาไม่ค่อยมีกัน อาจมีให้เห็นเพียงในประเทศไทยเท่านั้น!
           
ยกตัวอย่างที่ร่วมสมัยที่สุด เพื่อให้เห็นชัดๆง่ายๆเร็วๆ ก็เช่น ในห้วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเทศกาลเลือกตั้งปัจจุบัน กระแสการหาเสียงทางการเมืองครึกโครมขึ้นครอบคลุมกระแสอื่น จนชาวบ้านร้านช่องเตรียมแบมือรับเงินแจกกันอยู่อย่างสนุกสนาน
            
ทั้งๆที่แท้จริงแล้วประเทศยังอยู่ในอำนาจของระบบ “คณาธิปไตย” ที่มี “หัวหน้าคณะรัฐประหาร” มีอำนาจสุด เพียงแต่ท่านใจกว้างยิ่งนัก เพราะตั้งแต่ขึ้นมายึดอำนาจการปกครองประเทศเอาไว้ได้ ท่านก็ผ่อนปรนและเปิดช่องให้คนไทยได้มีสิทธิ์มีเสียงแบบพอสมควรทีเดียว 
            
ทั้งยังมีขั้นมีตอนในการวางแผนนำประเทศกลับสู่ระบบการเมืองแบบ “รัฐสภา”ที่มีการเลือกตั้งตัวแทนของราษฎรเข้าไปเป็น “สมาชิกผู้ทรงเกียรติ” ในรัฐสภา ชนิดที่เรียกได้ว่าพยายามทำแบบ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” 
             
คือไม่ได้ใช้อำนาจที่มีข่มเหงกลุ่มพวกที่ท่านเชื่อว่า “ทำให้ประเทศไทยเลอะเทอะ” ไม่มีทางสู้มากนัก ทั้งตัวท่านเองก็ประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะขออาสาลง “ลุยไถ” หลังเลือกตั้งด้วย โดยจะขอเป็นผู้นำประเทศต่อไปอีกหน่อยนะ(จากการตอบรับเป็น “แคนดิเดต” ในตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ตามคำเชิญของพรรคการเมืองที่บรรดาอดีตรัฐมนตรีลูกน้องของท่านได้ร่วมกันก่อตั้งขึ้นเพื่อสู้ศึก “การเมืองเรื่องเลือกตั้ง” อย่างเปิดเผย)
             
สิ่งที่ท่านทำทั้งหมด คงเป็นเพราะท่านเชื่อว่าท่านมีศักยภาพ และมีความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ “สยามนาวา” ในยามนี้ให้รอดพ้นสันดอน ได้ดีกว่าพวกกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยทำประเทศเลอะเทอะไว้อย่างเห็นในหลายเรื่อง(ที่ท่านยังปล่อยไว้ให้มีสิทธิ์ได้โจมตีด่าว่าท่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งเช้า ทั้งเย็น ทั้งกลางวัน กลางคืน ทั้งในที่เปิดเผย และที่ลับอยู่จนบัดนี้)
             
การที่ท่านได้เอาตัวเอง “เข้าเสี่ยงโดยการนำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล “นอมินี” (โบ๋เบ๋)ของ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล” (นามเดิมคือ “นิวัตน์ บุญทรง” ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นศิษย์เก่าของ มศว.ประสานมิตร และตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าหายหน้าไปไหนแล้ว) เมื่อ 5 ปีก่อน คือเมื่อพ.ศ. 2557 นั่น หลายใครเขาก็ชมอยู่นะว่ามีส่วนช่วยให้คนไทยหลุดจากหล่ม “ฆ่ากันเอง”
             

หัวหน้าคณะรัฐประหารครั้งที่ 13 ของไทย หรืออาจครั้งที่ 17 ก็ตามแต่ใครจะนิยามความหมายคำว่า “รัฐประหาร” ว่าอย่างไร (ไทยติดอันดับ 4 ของโลกในกลุ่มประเทศที่มีการรัฐประหารชุกที่สุด)ที่โดยกฎหมายแล้วยังมีอำนาจอยู่เต็มมือจึงนับว่าเป็นผู้มีส่วนสร้างให้ “ไทยแลนด์” ได้เป็น “แดนมหัศจรรย์” อย่างแท้จริง
              
เพราะสถานการณ์การเมืองแบบนี้ไม่มีในโลก!
             
เพราะยังไม่เห็นว่าท่านนายกฯลุงตู่ของเราเป็นผู้เหมาะสุดที่ควรเขียนเพลง “ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์” ให้เป็นที่ลือลั่นเพราะเหตุใด?