วันที่ 18 ก.พ.ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุดรธานี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ,พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธ์ุ พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.บุญลือ กอบางยาง รองผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ณัฐวัฒน์ การดี ผบก.ตม.4 พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. , พล.ต.ต.วรณัฐ ผันผ่อน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี พ.ต.ท.สายสะหมิง สีวิไล หัวหน้ากรมตรวจคนเข้าออกเมือง กรมใหญ่สันติบาล กระทรวงป้องกันความสงบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ท.เพ็ดดาวง แก้วกันยา หัวหน้าแผนกกรมตรวจคนเข้าเมือง ,พ.ท.แก้วดาวิน อินทะมาลี หัวหน้าแผนกกรมพัวพันต่างประเทศ และคณะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระดับผู้ปฎิบัติ ร่วมกันประชุมประสานความร่วมมือระหว่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมตรวจคนเข้าออกเมือง กระทรวงป้องกันความสงบ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ จ.อุดรธานี

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าการประชุมหารือทางทวิภาคีครั้งนี้ เป็นครั้งที่สองที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและและกรมตรวจคนเข้าออกเมืองสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้หารือการทำงานร่วมกัน ซึ่งการหารือในระดับทวิภาคีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการทำงานร่วมกันภายใต้แนวทางวันทีมวันเวิล์ด คือตำรวจทั้งโลกเป็นทีมเดียวกัน และ หนึ่งอาเซียน หนึ่งประชาคม หนึ่งอัตตลักษณ์ในการแสวงหาความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรม ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านความมั่นคง การข้ามแดนของพลเมือง การคัดกรองการเข้า-ออกอย่างมีประสิทธิภาพและด้านอื่นๆ โดยทั้งสองประเทศ จะเสริมสร้างความร่วมมือกำหนดหน่วยงานประสาน (Focal Point) โดยจะกำหนดหน่วยงานประสานหรือเจ้าหน้าที่ประสานงานให้ชัดเจน และจะให้ความร่วมมือด้านการประสานการปฏิบัติและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติรูปแบบต่างๆ เช่นการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด และการค้ามนุษย์ เป็นต้น

นอกจากนี้ในเรื่องอำนวยความสะดวกเรื่องการผ่านแดน โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจคนเข้าเมือง เช่น การตรวจคัดกรอง การจัดเก็บข้อมูลบุคคล-ยานพาหนะ เพื่อให้การสัญจรไปมาระหว่างสองประเทศสะดวกมากขึ้น ภายใต้ความมั่นคงของสองประเทศผ่านจุดดำเนินงานของคนเข้าเมือง 19 จุด ใน10จังหวัดของไทยประกอบไปด้วย เชียงราย,พะเยา,น่าน,อุตรดิตถ์,เลย,
หนองคาย,บึงกาฬ,นครพนม,มุกดาหาร,อุบลราชธานี ที่เชื่อมต่อกับ8แขวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมี11 จุดผ่านแดนสากล ประกอบไปด้วย แขวงบ่อแก้ว,แขวงไชยะบุรี,แขวงเวียงจันทร์,แขวงบอลิคำไซ,แขวงคำม่วน,แขวงสะหวันเขต,แขวงสาละวัน,และแขวงจำปาสักให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปีนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ดังนั้นความมั่นคงตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ได้มอบนโยบายกำชับให้สารวัตรด่าน-หัวหน้าด่าน และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่มีอาณาเขตพรมแดนติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ต้องมั่นเชื่อมความสัมพันธ์สานต่อมิตรภาพทั้งสองประเทศ และเน้นการดำเนินการคัดกรองบุคคลอำนวยความสะดวกพลเมืองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว และฐานะแรงงาน รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านจุดผ่านแดน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจอุ่นใจให้กับผู้ที่สัญจรเข้ามาในประเทศ ผบช.สตม. กล่าว

สอดรับกับพ.ต.ท.สายสะมิง ที่กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทางสำนักงานตรวจคนเมืองของประเทศไทย และกรมตรวจคนเข้าออกเมืองสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เล็งเห็นความสำคัญของการทำงานร่วมกันในเรื่องของความร่วมมือด้านมั่นคง การเข้าออกเมืองผิดกฎหมาย และการปราบปรามอาชญากรรมทั้งสองฝ่าย ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศได้ดำเนินการตามหลักสากลปฎิบัติในการเข้าออกประเทศ แต่ต้องยอมรับว่าในทางปฎิบัติยังมีผู้ลักลอบเข้าออกตามแนวชายแดนช่องทางธรรมชาติ การลักลอบขายสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้ต้องดำเนินการทำงานร่วมกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกลไกที่มีด้วยความยืนยง อย่างไรก็ตามกรมตรวจคนเข้าออกเมืองสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เล็งเห็นความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมและยินดีที่ให้ความร่วมมือกับทางการไทย โดยเน้นเรื่องยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาชญากรรมข้ามชาติ,อาชญากรรมทางไซเบอร์สื่อออนไลน์ การเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยการใช้หนังสือผ่านแดนปลอม ซึ่งจะดำเนินการตามกลไกความร่วมมือตามกรอบอาเซียนที่ได้บรรลุข้อตกลงกันไว้ ขณะเดียวกันยินดีที่จะร่วมมือกับการส่งมอบผู้ร้ายข้ามแดน ในกรณีที่คนร้ายทั้งสองประเทศเข้าไปหลบหนีทั้งไทยและลาวก็จะมีการประสานการจับกุมให้กัน ซึ่งที่ผ่านมามีนักโทษของลาวหนีออกจากเรือนจำ ซึ่งทางตรวจเข้าเมืองของไทยได้ดำเนินการจับกุมให้ ในส่วนนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของสองประเทศ