ทวี สุรฤทธิกุล

สังคมไทยเป็น “หนี้บุญคุณ” ทหารจริงหรือ?

“หนี้บุญคุณนี้ได้สืบทอดมาเป็นเวลาเกือบ 800 ปี นับแต่ที่ตั้งกรุงสุโขทัยโน่นแล้ว นั่นก็คือทหารเป็นผู้พิทักษ์รักษาชาติ ราชบัลลังก์ และสร้างความมั่นคง ตลอดจนสร้างความ “ยิ่งใหญ่” ให้กับอาณาจักรไทย ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมานั้น จึงนับเป็นบุญคุณอันเอนกอนันต์ ยากที่ผู้ใดจะเทียมได้”

ข้อความที่ย่อหน้าข้างบนนี้ มาจากการที่ผู้เขียนได้ไป “สนทนาธรรม” กับพระภิกษุรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระที่สนใจการเมืองมาก ครั้นพอพูดถึง “ทหารกับการเมืองไทย” ท่านก็ถามผู้เขียนก่อนว่า “รู้ไหมว่าทำไมทหารกับการเมืองไทยจึงแยกออกจากกันไม่ได้” ซึ่งผู้เขียนก็ได้ตอบไปว่า “คนไทยกลัวทหาร เพราะทหารเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในสังคมไทย มีกำลังพลนับล้าน และสามารถใช้อาวุธได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังมีส่วนในการสร้างชาติ รักษาราชบัลลังก์ และค้ำจุนระบบการเมืองไทยเรื่อยมา”

ท่านก็พูดขึ้นว่า “นั่นนะซี ทหารทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองเรามามากนะ เราเป็นหนี้บุญคุณทหาร (แล้วก็ตามด้วยประโยคในย่อหน้าข้างบนนั้น) พูดได้ไหมว่า ทหารทำบุญมามาก”

ผู้เขียนแย้งว่า “ทำกรรมมากกว่ามั๊งพระอาจารย์ (ความจริงพระภิกษุรูปนี้เป็นลูกศิษย์ของผู้เขียน ที่มาร่วมสัมมนาทางวิชาการของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ผู้เขียนทำงานอยู่ แต่คนทั่วไปมักจะเรียกพระภิกษุที่มีความรู้ว่า พระอาจารย์ อันเป็นการแสดงความเคารพนับถือนั่นเอง) ก็ที่ประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่ค่อยพัฒนานี้ ก็เพราะทหารนี่แหละที่ชอบเข้ามาแทรกแซง หลายครั้งท่านก็ทำท่าว่าจะมาช่วยสร้างการเมืองให้ดีขึ้น แต่เอาเข้าแล้วก็บ้อท่า ทำอะไรไม่สำเร็จสักครั้งเดียว”

“ไหนลองยกตัวอย่างมาซิ ว่าทหารทำกรรมอะไรแก่ประเทศไทยบ้าง” คือคำถามต่อมาของท่าน

ผู้เขียนจึงได้สาธยายถึงประวัติศาสตร์การเมืองเป็นช่วงๆ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งคนยุคนั้นจำนวนมากยังมองว่าเป็น “การล้มเจ้า” มากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตย เพราะพอยึดอำนาจได้แล้วก็กีดกันคนอื่นไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วม สร้างฐานอำนาจและรักษาอำนาจให้อยู่ในเฉพาะคณะราษฎร ซึ่งก็มีทหารนั่นแหละเป็นผู้กุมอำนาจที่แท้จริง จนบางคนเรียกคณะราษฎรว่า “เจ้าพวกใหม่” ครั้นพอบ้านเมืองวิกฤติในเรื่องชายแดนและสงครามโลก ทหารก็ฉวยโอกาสเข้ามามีอำนาจอย่างเต็มตัว แม้จะหมดอำนาจไปในช่วงหลังสงครามโลก แต่ก็ฉวยวิกฤติในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ยึดอำนาจคืนมาอีก แล้วปกครองแบบเผด็จการเรื่อยมา โดยทำทีว่าจะเป็นประชาธิปไตยและให้มีการเลือกตั้งบ้างในปี 2500 และ 2512 แต่ก็ล้วนแต่เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นิสิตนักศึกษาพากันออกมาขับไล่ทหาร ซึ่งหลายคนก็พากันดีใจว่าทหารคงจะพ้นออกไปจากการเมืองไทยเสียที แต่แล้วทหารก็ฉวยโอกาสในช่วงที่คนไทยใช้เสรีภาพกันอย่างเละเทะนั้น คืนสู่อำนาจอีกในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้วก็พยายามสร้างประชาธิปไตยอีก แต่ก็เป็นประชาธิปไตยที่ทหารต้องเข้ามาคุมอยู่ในวุฒิสภา ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 อย่างที่เรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ซึ่งก็อยู่กันมาอย่าหวานอมขมกลืน จนเมื่อทหารเสื่อมบารมีไป แล้วให้นักการเมืองเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 2531 รัฐบาลนั้นก็ถูกเรียกว่าบุฟเฟต์คาบิเนต โกงกินสะบั้น ทหารก็เข้ามากวาดล้างอีกในปี 2534 แรกๆ ก็ดีใจ นึกว่าทหารจะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยในแนวทางที่ดีขึ้น แต่แล้ว “ดีก็แตก” เพราะทหารคิดสืบทอดอำนาจ จนคนต้องออกมาขับไล่ในเดือนพฤษภาคม 2535 จากนั้นคนไทยก็ช่วยกันปฏิรูปการเมือง มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาช่วยกันเขียนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่คิดว่าจะสร้างพลังการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เข้มแข็ง แต่ว่านักการเมืองกลับฉลาดกว่า แอบอ้างเสียงของประชาชนเข้ามากอบโกย เกิดเป็นระบอบทุนสามานย์ จนทหารต้องเข้ามขับไล่ในปี 2549 และในปี 2557 ก็เช่นกัน ที่ทหารก็ยังใช้อำนาจบาตรใหญ่ยึดประชาธิปไตยไปจากคนไทยเสียดื้อๆ นี่ก็เข้ามาเกือบ 5 ปีแล้ว ก็ยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังคิดสืบทอดอำนาจโดยสมคบคิดกับนักการเมืองแบบเก่าๆ มันก็จะพาการเมืองไทยเข้าวังวนเดิม นี่แหละที่เรียกว่าทหารนั้น “สร้างเวรสร้างกรรม” ให้แก่การเมืองไทย

พระอาจารย์นั่งฟังผู้เขียนสาธยายไปจนจบ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “นั่นไม่ใช่เวรกรรมหรอกนะ แต่นั่นคือบุญหรือกุศลที่ทหารทำกับคนไทยมากกว่า อาตมาเชื่อด้วยหลักพุทธศาสนาว่า ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ย่อมจะได้รับผลกรรมนั้นในที่สุด แต่กรรมนั้นก็มีทั้งที่เป็นกุศลและไม่เป็นกุศล กุศลแปลว่า กิจของคนฉลาด คือคิดดีแล้วจึงทำ ดังนั้นเราต้องมองการแทรกแซงทางการเมืองของทหารเป็น 2 มิติ มิติแรก คือทหารคิดอะไร และคิดก่อนทำหรือไม่ ซึ่งอาตมาเชื่อว่าทหารคิดมาก่อนแล้วในทุกครั้งที่จะทำรัฐประหาร และทหารก็ต้องคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทย เช่น ไปสู่สิ่งใหม่ๆ หรือเข้ามาแก้ไขความขัดแย้ง ไม่ให้คนไทยฆ่ากัน รวมทั้งมาช่วยปราบปรามคอร์รัปชั่นในยุคที่นักการเมืองโกงกิน เป็นต้น นั่นน่าจะเรียกว่าเป็นกรรมที่เป็นกุศลได้ เพราะคิดก่อนและเชื่อว่าคิดดีแล้ว ดังนั้นการที่ทหารไม่อาจจะแยกออกไปจากการเมืองไทยได้ ก็เพราะกรรมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องนี้ คือการเข้ามายึดอำนาจเป็นระยะๆ จึงทำให้ทหารต้องมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างไม่มีทางเลี่ยง เอาเป็นว่าถ้าคนไทยไม่อยากจะให้ทหารมายุ่ง คนไทยก็ต้องมาทำให้การเมืองดีขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วกรรมดีนี้ก็จะทำให้คนไทยได้มีอำนาจตลอดไป”

บางทีทฤษฎีรัฐศาสตร์ก็ให้คำตอบไม่ได้ ต้องอาศัยพุทธศาสนานี่แหละช่วยปลอบใจ