การปฏิวัติเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ไปอย่างมากมาย

เริ่มแรกก็จะเกิดการเปลี่ยนปลงในกลุ่มเล็ก ๆ ก่อน แล้วก็จะขยายออกไปจนกระทั่ง ทุกชีวิตหลีกหนีไม่พ้น

ยกตัวอย่างเรื่องการปฏิวัติทางคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้ก็ส่งผลสะเทือนมาถึงเศรษฐกิจภาคส่วนสิ่งพิมพ์กระดาษ ธุรกิจสื่อสารสวลชนไปจนถึงหนังสือพ้อคเก็ตบุ้คกำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลไปถึงอาชีพการทำมาหากินของบุคลที่เกี่ยวข้องทุกด้าน

หลายคนก็จำเป็นต้องปรับตัว เพราะ “อาชีพการทำมาหากิน” แบบเดิม ๆ ไม่มีคนจ้าง บางวงการ เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่บางวงการยังยังแทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

ลองดูทรรศนะที่พลตรี ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เสนอเรื่องอาชีพข้าราชการไว้เมื่อ 47 ปีที่แล้ว เพื่อให้เห็นว่าทรรศนะต่ออาชีพข้าราชการในอดีตกับในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

ท่านเล่าไว้ในรายการ “เพื่อนนอน” วันที่ 17 กรกฎาคม 2506 ความตอนหนึ่งดังนี้

“..เราจะต้องมองถึงความแตกต่างในอาชีพคือเราจะต้องแยกประเภทของอาชีพออกไป คนไทยเราในทุกวันนี้ ถ้าหากว่าไม่รับราชการแล้ว ก็อาจจะหากินได้โดยเป็นลูกจ้างในบริษัทการค้าต่าง ๆ หรือมิฉะนั้นก็ไปประกอบอาชีพเป็นกสิกร ถ้าหากว่ามีโอกาสในทางกสิกรรมก็ดี หรือในทางการค้าก็ดี มีดีเท่ากับบุคคลที่รับราชการแล้ว ตลอดจนรายได้ผลประโยชน์ต่าง ๆ นั้น มีดีเท่ากัน หรือจะน้อยกว่าราชการแต่เพียงเล็กน้อยแล้ว ผมก็เชื่อว่าคนไทยก็อาจจะชอบไปประกอบอาชีพอิสระกันมากกว่า แต่ข้อสำคัญที่สุดที่ทำให้คนชอบรับราชการทุกวันนี้ เพราะเหตุว่าอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้มันแยกกันไม่ออก คือคนที่เป็นข้าราชการนั้นไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ในการประกอบอาชีพอื่น คนที่เป็นข้าราชการนั้นอาจจะทำการกสิกรรมไปด้วยพร้อม ๆ กันก็ได้ และอาจจะไปประกอบการค้าก็ได้อีกในรูปที่ว่าเป็นกรรมการบริษัทต่าง ๆ

ระบอบราชการในเมืองไทยเรามันแผ่คลุมไปถึงกิจการทุกอย่าง การค้าที่จะตั้งขึ้นมานั้นก็จะเห็นได้ว่าหลายอย่างต้องอาศัยข้าราชการเข้าเป็นคณะกรรมการ อย่างที่มีข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์อยู่บ่อย ๆ พ่อค้าถึงแม้จะดำเนินงานไปด้วยตนเอง แต่ก็ต้องหาข้าราชการ ไปกราบไหว้วิงวอนท่านให้มาเป็นกรรมการของบริษัท นี่เราก็รู้กันอยู่ทั่วไปปฏิเสธกันไม่ได้ และมันก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรด้วย เพราะเป็นข่าวหนังสือพิมพ์อยู่บ่อย ๆ

เพราะฉะนั้น การค้าก็หลีกราชการไม่พ้น ถ้าคนจะเข้าไปทำการค้าตั้งใจค้าขายโดยตรงไปตรงมาก็ไม่สำเร็จ ก็ไหน ๆ จะค้ากันแล้ว แล้วก็รู้อยู่ว่าการค้ามันหลีกราชการไม่พ้น

แล้วเป็น ข้าราชการก่อนแล้วไปค้าทีหลังรู้สึกว่าจะสะดวกกว่า นี่ก็ย่อมจะเป็นทรรศนะของคนทั่วไป หรือมิฉะนั้นประกอบการค้าไป เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา แต่ในที่สุดก็หลีกราชการไม่พ้น เพราะเหตุว่าเป็น4.0พ่อค้าที่ยิ่งใหญ่ฐานะดี ทางราชการก็จะเรียกมาใช้สอยในกิจการของราชการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ราชการ วนไปวนมาก็ต้องกลับเข้ามารับราชการอีก ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องที่เห็นกันอยู่

คือนอกจากคนไทยทั่วไปจะนิยมรับราชการกันซึ่งเป็นความจริงแล้ว ชีวิตในเมืองไทยทุกวันนี้ก็ออกจะหนีราชการไม่พ้น เพราะราชการเมืองไทยนั้นเกี่ยวข้องเข้าไปทุกหนทุกแห่ง”

สังคมไทย ยังหลีกไม่พ้นจากการพึ่งพา “ระบบราชการ”

ในเมืองไทยนั้น ราชการเข้าไปเกี่ยวทุกเรื่อง ไม่ว่าเทคโนโลยีจะปฏิวัติไปเพียงใด

น่าสนุกจริง ๆ