เสือตัวที่ 6

การพยายามดำรงคงไว้ซึ่งการก่อเหตุรุนแรงให้ปรากฏขึ้นในห้วงหลังมานี้ เป็นที่แน่ชัดว่า ความพยายามในการก่อเหตุความไม่สงบต่างๆ ของกลุ่มคนหัวคิดสุดโต่งในขบวนการแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวาน เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงศักยภาพเพื่อหวังผลในการต่อรองบนโต๊ะพูดคุยกับคณะผู้แทนของรัฐหากมีการพูดคุยเกิดขึ้นในวันข้างหน้า การก่อเหตุร้ายต่างๆ เป็นการทั้งในอดีตที่ผ่านมาตลอด 10 กว่าปีนี้ จวบจนปัจจุบัน บ่งชี้ว่า คนกลุ่มนี้ ยังดำรงความมุ่งหมายในการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองพื้นที่ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ ผลประโยชน์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น คนกลุ่มนี้หวังที่จะสนองตามแนวคิดสุดโต่งที่ลากยาวมาตั้งแต่อดีตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย แม้ว่ารัฐจะพยายามหยิบยื่นความปรารถนาดี หยิบยื่นความอยู่ดีมีสุขให้คนในพื้นที่มาอย่างมหาศาลและต่อเนื่อง หากแต่คนกลุ่มนี้กลับตีความไปในแง่ร้าย ซึ่งแทบจะทำให้ความหวังดี มีใจบริสุทธิ์ของรัฐแทบจะได้กลับมาไม่มากเท่าที่ควรจะได้รับ

ที่สำคัญคือ คนกลุ่มนี้ ยังพยายามสร้างความเข้าใจผิดในการตีความที่สวนกระแสดังกล่าวให้เกิดกับคนในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ที่แม้จะเป็นส่วนน้อย ให้ยังคงมองรัฐและการกระทำสิ่งสร้างสรรค์ต่างๆ ของรัฐ ไปในแง่ลบ การทุ่มเทงบประมาณของรัฐในการพัฒนาความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ตลอดจนการศึกษาของลูกหลานในพื้นที่ รวมทั้งการให้การยอมรับและให้โอกาสในการประกอบอาชีพต่างๆ ตามที่ขบวนการเรียกร้องมาตลอด โดยสร้างให้เป็นเงื่อนไขในการแบ่งแยกคนไทยในพื้นที่และคนในส่วนใหญ่ให้ถอยห่างออกจากกัน กลับถูกมองและปลุกระดมคนในพื้นที่ว่า เป็นกลยุทธ์การซื้อใจของสยาม ซึ่งเป็นการบิดเบือนที่น่าละอายมาก ดังคำกล่าวของ คนที่อ้างตัวว่า เป็นโฆษก "บีอาร์เอ็น" ที่บิดเบือนว่า “การที่สยามกลับให้โอกาสแก่ชาวปาตานี เช่น คนที่จบศาสนาไม่มีที่สอน, หน่วยราชการส่วนใหญ่ไม่เปิดโอกาสให้กับชาวมลายูเข้าไปทำงาน, นักธุรกิจชาวมลายูมีไม่มากเท่าปัจจุบัน โดยในอดีต โอกาสทั้งหมดเป็นของคนที่ไม่ใช่ชาวปาตานี แต่ในช่วง 15 ปีนี้ สยามกลับให้โอกาส ซึ่งการให้โอกาสของสยาม เป็นเพียงการซื้อใจชาวปาตานีเท่านั้น” ซึ่งนั่น ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

เพราะการที่รัฐ พยายามหยิบยื่นสิ่งที่ดีต่างๆ ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น เป็นไปตามข้อเรียกร้อง เป็นไปตามความต้องการของคนในพื้นที่ เพื่อลดความแตกต่าง ลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้อย่างชัดเจน และป้องกันผู้ไม่หวังดีต่อความมั่นคงของชาติ นำไปสร้างความแตกแยกทางความคิด ให้เกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่ แต่ทว่า การกระทำของรัฐเหล่านั้น กลับถูกแกนนำของขบวนการร้ายแห่งนี้ บิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่ แต่กระนั้น พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ ก็มีข้อมูลมากพอในการเชื่อหรือไม่เชื่อฝ่ายใด พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ได้ผ่านบทเรียนต่างๆ ตลอด 10 กว่าปีนี้มามากพอที่จะคิดเองได้แล้วว่า สิ่งที่ BRN กล่าวมานั้น เป็นการบิดเบือนเพื่อจะหวังผลให้เกิดการต่อสู้ด้วยความรุนแรงอยู่ต่อไป ดังคำกล่าวของ BRN ที่มุ่งยุยงว่า “สยามทำเพราะต้องการมีอิทธิพลเหนือคนมลายู โดยให้ทุกอย่าง สยามต้องการสันติภาพ แต่ถ้าเราไม่สู้ เราจะได้ทุกอย่างไหม ... เราจะชนะ สู้ต่อไปเพื่อเสรีภาพ"

ซึ่งคำกล่าวเหล่านั้น เป็นการยุยงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เป็นการหลอกลวงให้พี่น้องคนในพื้นที่ไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแทนกลุ่มแกนนำของขบวนการที่ยังหลบหนีอยู่นอกประเทศ เป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่า คนระดับแกนนำเหล่านี้ ยังคงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คนกลุ่มนี้ยังคงยุยงปลุกปั่นและหลอกใช้คนในพื้นที่ส่วนหนึ่งให้ไปติดคุกติดตาราง ต้องหลบหนีกฎหมายโดยไม่ได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวของตนเองอย่างปกติสุข บนเงื่อนไขของการได้อิสรภาพที่เลื่อนลอย บนเงื่อนไขของสิทธิ เสรีภาพที่รัฐ ได้หยิบยื่นให้คนในพื้นที่มุกหนแห่งอยู่แล้วอย่างเต็มเปี่ยม บนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่รัฐให้การเคารพและให้การยอมรับในการดำรงวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างเท่าเทียม

การสร้างกระแสที่เกิดขึ้นของแกนนำขบวนการเหล่านี้ จึงเป็นการสวนกระแสความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่แห่งนี้ ที่ต้องการความสงบสุข เป็นกระแสที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง เป็นกระแสที่คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ ต้องการความเจริญที่น่าจะเกิดขึ้นกับผู้คนแห่งนี้มานานแล้ว กระแสของความต้องการนำสันติสุขกลับคืนมาเฉกเช่นในอดีต กระแสของการนำเกียรติและศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ต้องการกำหนดวิถีชีวิตของตนเองบนเส้นทางของสันติวิธี ซึ่งนั่นคือการบ่งชี้ว่า บรรดากลุ่มคนหัวคิดรุนแรงสุดโต่งที่ไม่ยอมรับในกระแสอันยิ่งใหญ่ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้ จะไม่มีโอกาส ไม่มีที่ยืนในการยุยงปลุกปั่น สร้างความเดือดร้อน เสียหาย ทำลายความสงบสุขในพื้นที่ได้อีกต่อไป

ถึงเวลาแล้ว ที่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ปลายด้ามขวานแห่งนี้ จะต้องกล้าที่จะลุกขึ้นยืน กล้าเผชิญหน้ากับคนส่วนน้อยที่นำพาความหายนะมาสู่คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนในพื้นที่ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นต่อต้านคนกลุ่มนี้ที่ไม่ยอมรับกระแสสังคมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องการความสงบ สันติ และความเจริญให้เกิดขึ้นกับอนาคตของลูกหลาน คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องกล้าที่จะประกาศว่า หากยังมีคนที่ยุยง ต้องการความรุนแรง สร้างหายนะให้เกิดขึ้นในพื้นที่ถิ่นเกิดของพวกเขา จะเป็นการชี้ว่า คนกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ กำลังสวนกระแสความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งนั่น จะทำให้คนส่วนน้อยเหล่านี้ไม่มีที่ยืนต่อไปในดินแดนบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และกระแสความต้องการความสงบ สันติ และความเจริญของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ จะต้องเอาชนะกระแสอันเลวร้ายของคนส่วนน้อยเหล่านี้ให้จงได้ในที่สุด