ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย 

การเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุดนี้ซึ่งมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 คน ปรากฏว่ามีสุภาพสตรีซึ่งสังกัดอยู่ในพรรคพรรคเดโมแครตได้รับเลือกเข้าไปถึง 106 คน นับเป็นปีแห่งสตรีเลยทีเดียว 
      
ตั้งแต่พิธีสาบานตนเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมานี้เสร็จสิ้นลง บรรยากาศการเมืองในสภาคองเกรสก็ได้พลิกโฉมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้เป็นไปได้ว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแวดวงการเมืองสหรัฐฯในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมา!!! 
      
โดยเฉพาะสมาชิกผู้แทนราษฎรที่มีส.ส.หน้าใหม่สังกัดอยู่ในพรรคเดโมแครต 42 คน ออกมาเปิดหน้าวางตัวเป็นศัตรูทางการเมืองประกาศก้องว่า "จะทำการตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์" 
       
อเล็กซานเดรีย โอแคซิโอ คอร์เทซ ส.ส.หน้าใหม่สาวสวยรวยเสน่ห์วัย 29 ปีมีการศึกษาดีเป็นผู้ที่มีคารมคมคายและมีอายุน้อยที่สุดขณะนี้เธอได้กลายเป็นดาราการเมืองที่โดดเด่นโด่งดัง เพราะเธอสามารถเอาชนะนักการเมืองวัยเก๋าส์ที่นั่งครองอยู่ในตำแหน่งมานานถึงสิบสมัย โดยนักการเมืองรุ่นลายครามผู้นี้ยัง เคยทำงานให้กับวุฒิสมาชิกเท็ด เคนเนดี้ มาแล้วอีกด้วย
     
ดอนนา ชาลาลา วัย 77 ปี อดีตรัฐมนตรีสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน และก่อนหน้านี้เธอยังเคยมีตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟลอริด้า ซึ่งแม้ว่าเธอจะเป็นนักการเมืองที่มีอายุมากที่สุดก็ตาม แต่คุณสมบัติก็กอปรเต็มไปด้วยประสบการณ์อันแสนมากมาย!!!
     
ส่วนส.ส.หญิงเชื้อสายมุสลิมสองคนที่ได้รับเลือกเป็นครั้งแรกก็คือ อิลฮาน โอมาร์ จากรัฐมิเนสโซต้า และ ทาชิด้า เทเลบ จาก รัฐมิชิแกน ซึ่งเธอทั้งคู่ต่างก็เป็นดาราทางการเมืองหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน
      
สำหรับทาชิด้า เทเลบ นั้นมิใช่นักการเมืองธรรมดาๆเลย เพราะเธอแสดงอุดมการณ์อย่างชัดเจนว่า "จะหาทางปลดประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งให้จงได้"

อย่างไรก็ตามครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกในรอบ 240 ปีที่มีส.ส.หญิงที่เป็นชาวอินเดียแดงสองคนได้รับเลือกเข้าไปรับตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเธอคงจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่ชาวอินเดียแดงอีกด้วยเช่นกัน!!! 
   
ทั้งนี้กรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกที่มีความยาวถึง 2,000 ไมล์ แต่ถูกต่อต้านอย่างหนักจากพรรคเดโมแครตที่นำโดย แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรนักการเมืองสตรีรุ่นลายครามที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเมืองมากว่าห้าสิบปี 
      
และถึงแม้ว่าพรรคเดโมแครตยืนหยัดยึดมั่นต้องการที่จะต่อต้านนโยบายการสร้างกำแพงกั้นพรมแดนอย่างหนักแน่นมากเพียงใดก็ตาม แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังคงยืนกรานที่จะสร้างกำแพงที่ว่านี้ให้ได้ โดยเขาเอ่ยปากของบประมาณขั้นต้นเป็นเงินถึงห้าพันล้านเหรียญ
    
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ออกมาประกาศยืนกรานขู่กร้าวตลอดเวลาว่า "หากไม่ได้เงินห้าพันล้านเหรียญมาสร้างกำแพง เขาก็จะไม่เซ็นต์ให้ผ่านงบประมาณฉบับใหม่" จึงเป็นที่มาของการปิดที่ทำการรัฐบาลกลางหรือที่เรียกกันว่า"ชัตดาวน์" ซึ่งได้สร้างความกระทบกระเทือนให้กับบรรดาข้าราชการของกระทรวงต่างๆถึงแปดแสนคน ที่พวกเขาต้องทำงานโดยยังไม่ได้รับเงินเป็นค่าตอบแทน

นโยบายสร้างกำแพงกั้นพรมแดนที่เป็นประเด็นเผือกร้อนอยู่ในขณะนี้ก็คือ คำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อครั้งที่เขาชูธงหาเสียงโดยแสดงเจตน์จำนงว่า ไม่ต้องการให้คนจากประเทศลาตินอเมริกาทะลักเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากฐานเสียงที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวหัวอนุรักษ์นิยม!!!

เป็นที่น่าสนใจว่า นักการเมืองค่ายพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสจะไม่มีสมาชิกในพรรคเป็นชนผิวสี หรือชนกลุ่มน้อยแต่อย่างใดเลย ทั้งหมดในพรรคล้วนแล้วแต่เป็นคนผิวขาวด้วยกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามพรรคเดโมแครตได้ออกมาแสดงท่าทีประนีประนอม โดยสนองบประมาณ 1.3 พันล้านเหรียญ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพรมแดน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาส่ายหน้าปฏิเสธยืนกรานว่า จะต้องสร้างกำแพงให้ได้ มิเช่นนั้นแล้วแล้ว เขาก็จะสั่งชัตดาวน์ปิดที่ทำการของรัฐบาลกลางต่อออกไปอย่างไม่มีกำหนด 

แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาแถลงเมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่า การที่เขาต้องการงบประมาณในครั้งนี้อดีตประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงสี่ท่านเห็นชอบด้วย แต่ทว่าประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ได้ออกมาแถลงว่า “คงจะไม่ใช่ข้าพเจ้าอย่างแน่นอน เนื่องจากข้าพเจ้าไม่เคยพูดเรื่องการสร้างกำแพงกับประธาธิบดีทรัมป์แต่อย่างใดเลย” 

ส่วนมร.เฟรดดี ฟอร์ด โฆษกของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู.บุช ก็ได้ออกมาแถลงว่า "ประธานาธิบดีบุชก็ไม่เคยคุยเรื่องนี้เลยเช่นกัน" 

อีกทั้งแองเกล ยูเรนา โฆษกของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก็ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า "ประธานาธิบดีคลินตันก็ไม่เคยเอ่ยปากเจรจาพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์เลย ตั้งแต่วันที่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้าสาบานตัวเมื่อสองปีก่อนด้วยซ้ำไป"

สำหรับประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ออกมากล่าวตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า "การสร้างกำแพงเป็นการขังตัวเอง และเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ที่ดีของสหรัฐฯ" 
  
และการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ถูกต่อต้านอย่างหนักจากหลายๆฝ่าย อีกทั้งการที่วุฒิสมาชิกสองคนที่มาจากพรรครีพับลิกันเช่นเดียวกันกับประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาแถลงไม่เห็นด้วย ซึ่งมีผลทำให้เสียงส่วนใหญ่ในพรรครีพับลิกันแตกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย เมื่อเหตุการณ์ออกมาเยี่ยงนี้ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามหาทางออกเฮือกสุดท้าย โดยออกมากล่าวสุนทรพจน์เก้านาทีต่อคนอเมริกันเมื่อวันอังคารนี้ระบุว่าสถานการณ์ตามพรมแดนระหว่างสหรัฐฯกับแม็กซิโกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตดังเช่นเฉพาะปีนี้เดียวกันคนอเมริกันเสียชีวิตจากยาเสพติดที่ส่งผ่านพรมแดนเข้าสหรัฐฯมากกว่าทหารที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนามเสียอีกโดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ขูว่าหากพรรคเดโมแครตไม่เห็นชอบที่จะอนุมัติเงินห้าพันล้านเหรียญเพี่อสร้างกำแพงระหว่างสองประเทศเขาพร้อมที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ

ทั้งนี้ตัวแทนของพรรคเดโมแครตโดยวุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ผู้นำของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาและแนนซี เพโลซีประธานสภาผู้แทนราษฎรได้โต้แย้งว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างนั้นไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามความตั้งใจของประธานาธบดีทรัมป์เพื่อหว่านล้อมให้คนอเมริกันคล้อยตามกลับไม่เป็นผลแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุปยิ่งนานวันเข้า ประธานาธิบดีทรัมป์โดนัลด์ ทรัมป์ต้องเผชิญศึกการเมืองหลายด้าน ไหนจะมาจากคลื่นพลังสตรีรุ่นใหม่ ไหนจะมาจากพลังพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนฯที่คุมเสียงข้างมาก ไหนจะมีเสียงแตกจากพรรครีพับลิกันและกระแสต่อต้านจากข้าราชการแปดแสนคนที่ถูกลอยแพ โดยศึกครั้งนี้ดูเหมือนจะบานปลายไปเรื่อยๆและอาจจะกลายเป็นวิกฤติการเมืองของสหรัฐฯอย่างแน่นอนละครับ