ก๊วยเจ๋ง

“ความอุดมสมบูรณ์ทำให้คนไทยใจใหญ่”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นำเสนอแง่คิดที่น่าสนใจข้างต้นนี้ เพื่อจะบอกว่าคนไทยเป็นคน “เปิดกว้าง” เป็นมิตรกับคนได้ง่าย เป็นคนมีน้ำใจ และมีความโอบอ้อมอารี ช่วยเหลือ แบ่งปัน

“คนเราถ้าขัดสนข้นแค้น จะเป็นคนใจใหญ่ใจกว้างได้ยาก เพราะต้องแย่งกันทำมาหากิน ครั้นหาได้มาก็ต้องกระเหม็ดกระแหม่อดออม แล้วจะไปมีใจไล่แจกแลกแถมได้อย่างไร”

“ความที่บ้านเมืองของเรามันอุดมสมบูรณ์ล้นเหลือ บ้างเชื่อกันว่าถ้าพระพุทธเจ้ามาประสูติที่ประเทศไทย ก็คงไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะมันไม่มีความทุกข์ยากถึงขั้นมองเห็นเกิดแก่เจ็บตายเกลื่อนไปทั่วเหมือนในประเทศอินเดีย ซึ่งทุกวันนี้อินเดียก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างได้แสบคัน จนถึงขั้น “เจ็บปวด” อย่างการยกตัวอย่างข้างต้น แต่นั่นก็คือ “อารมณ์ขัน” ที่ท่านมักใช้อยู่เป็นประจำ

“เอ็งเคยอ่านตำนานชาติมอญ อย่างเรื่องมะกะโทที่อยู่ในเรื่องราชาธิราชนั้นไหม”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มักจะตั้งคำถามแปลกๆ กับผมเสมอ

“ถ้าไม่ได้ขี้ช้างปลูกผักกาด มะกะโทก็คงไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต ลำพังความฉลาดก็แค่ทำให้คิดได้คิดออก แต่สภาพแวดล้อมต้องเหมาะสม ขี้ช้างบนแผ่นดินไทยนี่เองที่ทำให้โชควาสนาบังเกิด นี่เป็นตำนานของไทยด้วย คือตำนานของความอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่ครั้งพระร่วงเจ้าโน้น”

“เรื่องศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนั่นก็เช่นกัน กษัตริย์ในยุคโบราณทั่วโลกไม่มีใครเขาคุยหรอกว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ทุกมุมเมืองเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด หมากโน่นหมากนี่ขึ้นอยู่ทุกทิศ ได้ส้มสูกลูกไม้ก็เอามาให้แก่พ่อกูแม่กู นี่พ่อขุนรามคำแหงท่านไม่ได้โอ้อวด เพราะเป็นของจริงที่มองเห็นอยู่ทุกถิ่นทุกที่ มันดูยิ่งใหญ่กว่าการบอกอาณาเขตว่าทิศไหนจรดไหนเสียอีก”

“อยุธยาตอนที่รบกับพม่า พม่าชอบยกมาในหน้าแล้ง ตามที่นักประวัติศาสตร์บอกเพราะเดินทางสะดวก แต่ในหน้าแล้งนี่เอง แทนที่คนไทยจะอดอยากจนรบไม่ไหว แต่ตรงกันข้ามในช่วงนี้คนไทยกลับแข็งแกร่ง ข้าวในนาก็เพิ่งเก็บเกี่ยวเสร็จ มีปลาแห้งปลาร้าเก็บกินไปไม่หมด บางทีพม่ามาล้อมอยู่เป็นเดือนๆ จนน้ำหลากมาในเดือน ๘ เดือน ๙ ก็ต้องล่าทัพกลับไป”

“เรื่องอาหารการกินนั้น คนอยุธยาน่าจะหรูหราที่สุด เพราะมีเจ้าต่างหน้าพระยาต่างเมืองจากทุกภูมิภาคของโลกหลั่งไหลเข้ามา เมื่อโปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรกเราก็มีทองหยิบฝอยทองขนมฝรั่งต่างๆ เป็นลาภปาก แขกเปอร์เซียเข้ามาก็ได้ข้าวหมกมะตะบะโรตีกินอย่างหอมมัน ฝรั่งเศส ฮอลันดา ก็ทำให้ราชสำนักคงอบอวลไปด้วยอาหารนานาชาติ ส่วนญี่ปุ่นนี่น่าจะใกล้ชิดกับชาวบ้านมากกว่าชาติอื่น เพราะแกงร้อนที่มาจากอุด้งของญี่ปุ่นนั้นก็มีกินอยู่ตามบ้านคนทั่วไป รวมทั้งไข่ตุ๋นนี่ก็อาหารญี่ปุ่นชัดๆ ชาติอื่นไม่เห็นทำกินกัน”

“ถึงสมัยกรุงเทพฯ เจ้านายท่านพิถีพิถันในการกินอยู่ บ้านเมืองก็สงบร่มเย็น ต่างชาติก็เข้ามาใหม่อีกหลายชาติ อังกฤษ อเมริกา รัสเซีย เยอรมัน อย่างอเมริกันนี่ หมอบลัดเลย์ถือเป็นพระสหายไว้วางพระราชหฤทัยมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับความเป็นอยู่จากฝรั่งก็จากหมอบลัดเลย์นี่แหละ”

“การใช้ช้อนส้อมคู่กันมีที่เมืองไทยแห่งเดียวนี่แหละ เห็นไหมเวลาฝรั่งมากินอาหารไทยมันจะใช้ส้อมเป็นหลัก จิ้มโน่นจิ้มนี่เข้าปาก ช้อนจะใช้นานๆ ครั้งและดูเก้งก้างขัดหูขัดตา เพราะเดิมฝรั่งจะใช้มีดกับส้อมเป็นหลัก ว่ากันว่ารัชกาลที่ 4 โปรดที่จะทอดพระเนตรการกินแบบฝรั่ง เลยให้หมอบลัดเลย์จัดถวาย”

“หมอแกก็จัดเต็มยศเต็มโต๊ะ ถ้วยแก้วจานชามเป็นสิบ มีดส้อมและช้อนอีกเป็นแพ แล้วก็กินให้ดู(บางทีท่านก็พูดเร็วๆ จนไม่ได้คิดถึงราชาศัพท์)โดยใช้ทุกภาชนะนั้น รัชกาลที่ 4 คงจะอเมซซิ่งมากอยู่เหมือนกัน ในที่สุดพระองค์ท่านก็ขอใช้แค่ช้อนส้อม ซึ่งสะดวกที่สุดสำหรับกับข้าวไทย และก็คงแพร่หลายออกมาจากในวัง โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ 6 ที่คนทั้งหลายชอบทำอะไรๆ โดยเสด็จ แปลว่าเลียนแบบพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งการแต่งกายที่อ้างว่าเป็นพระราชนิยม การใช้สิ่งของจากต่างประเทศที่เรียกว่าแฟชั่น รวมทั้งอาหารการกินนี้ด้วย”

“สมัยนั้นไม่มีน้ำแข็ง ถ้าจะกินต้องสั่งจากสิงค์โปร์”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเขียน “พระราชนิยม” หรือแฟชั่นการใช้ชีวิตแบบฝรั่งนี้ไว้ในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” แต่ดูเหมือนว่าจะกล่าวถึง “อาหารฝรั่ง” น้อยมาก เพราะรัชกาลที่ 5 ดูจะโปรดอาหารไทยพื้นๆ มากกว่า ถึงขั้นที่มี “ฝีพระหัตถ์เป็นเลิศ” ทำกับข้าวพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารอยู่บ่อยๆ ส่วนรัชกาลที่ 6 ไม่แน่ชัดว่าโปรดเสวยอะไร แต่ทราบว่าพระองค์ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร จึงทรงต้องระมัดระวังเรื่องเครื่องเสวยอยู่บ้าง

อีกชนชาติหนึ่งที่ “ตื่นตาตื่นใจ” ในความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินไทยมากก็คือ “คนจีน” อย่างคำกล่าวที่ว่า “เสื่อผืนหมอนใบ” ก็มีชีวิตรอดได้บนแผ่นดินทองแห่งนี้ โดยที่คนจีนกลุ่มใหญ่จะอพยพมาเมืองไทยตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่มาเป็นแรงงานในการก่อสร้างและขุดเชื่อมคูคลองต่างๆ เพื่อทดแทนแรงงานในระบบไพร่ที่อยู่ในช่วงเสื่อมพลังไม่มีประสิทธิภาพ

ในขณะที่ไทยก็ได้ทำสนธิสัญญาเบาวริ่งในปลายรัชสมัยพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดระบบการค้าเสรี มีการปลูกข้าวเพื่อส่งออกมากขึ้น คนจีนจึงได้มาอาศัยอยู่ตามพื้นที่เกษตรกรรมตามคูคลอง ปลูกผัก ทำไร่ และค้าขายอยู่ตามเมืองใหญ่และเมืองท่าทั้งหลาย กลายเป็น “ผู้บุกเบิก” สร้างความเจริญมั่งคั่งขึ้นตามภูมิภาคเหล่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือคนจีนเหล่านี้ล้วนแต่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หลายคนได้ทำงานสนองพระเดชพระคุณเป็นชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลมาจนถึงลูกถึงหลาน ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ได้มีความแตกต่างระหว่างความเป็นจีนกับไทยนั้นแล้ว

ประเทศไทยหล่อเลี้ยงคนทุกชาติไว้ด้วยความอุดมสมบูรณ์นั้น

คนไทยมีคติว่า “ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ”

การต้อนรับที่ทำด้วยความจริงใจ และด้วยทรัพยากรข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ จึงนำมาซึ่งความซาบซึ้งและประทับใจของคนทุกชาติทุกภาษา คนไทยจึงได้ชื่อว่าผู้ที่มีมิตรภาพสูง เป็นสยามเมืองยิ้ม และเป็น “แผ่นดินทองคำ” สำหรับคนทุกชาติทุกภาษา

เรื่องแผ่นดินทองคำหรือที่ใช้ภาษาเพราะๆ ว่า “สุวรรณภูมิ” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยแสดงปาฐกถาไว้(ตามที่ผมพอจำได้)ว่า เมื่อครั้งที่นักเดินทางชาวจีนได้เดินทางมาถึงย่านนี้ในพุทธศตวรรษที่ 11-12 คงจะได้เห็นข้าวออกรวงเต็มทุ่งเต็มท่า จึงเรียกแผ่นดินที่ได้มาพบนี้ว่า “เสียนโล่” “เสียม” หรือ “สยาม”(ซึ่งฝรั่งก็ได้เอาคำนี้ไปเขียนเป็นคำว่า SIAM ที่อ่านว่า “ไซแอม”) ที่แปลว่า “สีทอง” อันเป็นที่มาของคำว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “แผ่นดินทองคำ” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเมื่อได้มีโอกาสคุยเรื่องคนต่างชาติกับประเทศไทย ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้มีมุมมองเพิ่มเติมว่า บางทีคำว่าสุวรรณภูมิหรือแผ่นดินทองนี้อาจจะหมายถึง “โอกาสที่เป็นเงินเป็นทอง” หรือแผ่นดินที่ “ทำมาค้าขึ้น ร่ำรวย มีเงิน มีทอง” สำหรับคนต่างชาติเหล่านั้น อย่างเรื่องมะกะโทตั้งแต่ครั้งสุโขทัย จนมาถึงคนจีนในสมัยรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันนี้

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังเชื่อมโยงต่อไปอีกว่า บางทีสุวรรณภูมิอาจจะหมายถึง “ดินแดนของคนหัวใจสีทอง” เพราะฝรั่งจะเรียกคนที่มีจิตใจดีงามและน่าสรรเสริญในน้ำจิตน้ำใจนั้นว่า Heart of Gold อย่างน้ำจิตน้ำใจของคนไทยที่ฝรั่งได้พบมาตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น

คึกฤทธิ์คิดลึกเสมอ คนอะไรช่างคิดอะไรได้ถ้วนทั่วไปหมด

* อ่านย้อนหลังได้ที่

ตอนที่19- https://siamrath.co.th/n/59762
ตอนที่18- https://siamrath.co.th/n/58964
ตอนที่17- https://siamrath.co.th/n/57987
จอนที่ 16- https://siamrath.co.th/n/56706
ตอนที่ 15- https://siamrath.co.th/n/56123
ตอนที่ 14- https://siamrath.co.th/n/54919
ตอนที่13- https://siamrath.co.th/n/53519
ตอนที่ 12- https://siamrath.co.th/n/52829
ตอนที่ 11- https://siamrath.co.th/n/52361
ตอนที่ 10- https://siamrath.co.th/n/51326
ตอนที่ 9- https://siamrath.co.th/n/50705
ตอนที่ 8- https://siamrath.co.th/n/49738
ตอนที่ 7- https://siamrath.co.th/n/48937
ตอนที่ 6- https://siamrath.co.th/n/48717
ตอนที่ 5- https://siamrath.co.th/n/48006
ตอนที่ 4- https://siamrath.co.th/n/46871
ตอนที่ 3- https://siamrath.co.th/n/46394
ตอนที่ 2- https://siamrath.co.th/n/45520
ตอนที่ 1- https://siamrath.co.th/n/44800