ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

มองเรือที่โคลงเคลงไปมา ท่ามกลางพายุปาปึกการเมืองไทย เห็นนายท้ายเรือโซเซ แล้วจะมีความหวังไหม

0. ช่วงนี้ มิได้ไปไหน นั่งแล คลื่นลมทางการเมืองหลายหลากทิศทาง ที่พัดสะเปะสะปะ ดูเหมือนมิใช่มืออาชีพ ? ออกความเห็นถี่ยิบ อ้าปากผายลม แทนที่จะมุ่งมั่นเอาใจจดจ่อ กับการบังคับทิศทางของเรือที่โต้กระแสคลื่นอยู่แรงลมจากปากที่ขาดความรู้สติปัญญากลั่นกรอง ฤา จะต้านลมพายุพัดแรงที่โหมกระหน่ำ และเพิ่มทวีความแรงแล้วลูกหลานไทยที่อยู่เต็มเรือ ยังคงสนุกสนานหัวล่อกระซิกหยอกล้อกับลูกเรือ โดยไม่รู้ถึงภัยอันตรายข้างหน้า

1. แล้วทำไม ไม่เอาลูกหลานไทย ไปลงเรือลำอื่นที่ดีมีความมั่นใจในโครงสร้างและนายท้ายมืออาชีพกว่านี้เล่าก็อยากอยู่ แต่ติดขัด ที่หลักกติกาของบ้านเมืองนี้ มีกฏเกณฑ์บังคับ “ต้องโดยสารด้วยเรือลำนี้ “(พรรคการเมือง )เป็นไปมาอยู่อย่างนี้ นับตั้งแต่เปลี่ยนการปกครอง 2475 บางช่วงดูดี แต่ช่วงหลังยิ่งหนักจากระบอบทุนสามานย์บ้านเมืองแทนที่จะพัฒนาไปอย่างมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืน ประชาชนควรมีสุข ไม่ควรมีทุกข์เหลื่อมล้ำ อย่างเช่นทุกวันนี้

2. เหตุใหญ่ที่นักเลือกตั้งกล่าวอ้าง เพราะ”รัฐประหาร”มาตัดตอน ทำให้ประชาธิปไตยไม่ได้พัฒนาตามระบบแต่ในช่วงที่มี “การเลือกตั้ง “ ก็ไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองพัฒนาคุณภาพคน มีแต่ใช้อำนาจมิชอบ โกงกินมีความขัดแย้งในหมู่นักการเมือง รัฐบาลไม่ฟังฝ่ายค้าน ,มวลมหาประชาชนจึงออกมาคัดค้านเผด็จการรัฐสภารัฐบาลทุนสามานย์ ดื้ออมอำนาจไม่ยอมลงจากเวทีตามกติกาสากล เกิดขัดแย้งใหญ่โต ทหารจึงออกมายุติศึกฯวัฏจักรวงจรอุบาทว์“เลือกตั้ง>รัฐบาล>ใช้อำนาจโกงกิน> ประชาชนขับไล่ >รัฐประหาร> ร่างรธน.ใหม่>เลือกตั้ง”

3. นักอุดมคติผู้รักชาติฯ สู้แล้ว สู้ไม่ได้ เพราะ “ระบบเลือกตั้งเหลื่อมล้ำ1,000เท่า สู้เงินสื่อพรรคทุนใหญ่ไม่ได้”แต่ รัฐธรรมนูญใหม่ออกมาที่ไร ก็เป็นเสมือน”เหล้าเก่าในขวดใหม่ “ กฎกติกา “เลือกตั้งเหลื่อมล้ำ” อย่างเดิม

4. สภาพเช่นนี้ ควรมีการเปลี่ยนแปลง กฎกติกาใหญ่ ให้ “ ลูกหลานไทย “ มีสิทธิจะเลือกเรือโดยสารลำอื่นได้และประการสำคัญ ต้องปรับโครงสร้างระบบเดินเครื่องของเรือให้มีคุณภาพประสิทธิภาพได้ประสิทธิผลให้ที่มาของ “ กัปตันและคณะเจ้าหน้าที่ควบคุมเรือ” มาจากคนหลากหลายเป็นตัวแทนที่แท้จริงของผู้โดยสารฯต้องพัฒนาผู้โดยสาร ให้พึ่งพาตนเองได้ มีความคิดอิสระ มีสติปัญญาที่จะควบคุมและสรรหากัปตันและคณะได้

5. แต่ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่ ยังติดในระบบเลือกตั้งจากพรรคการเมือง เพราะนักเลือกตั้ง ได้ประโยชน์เองนายทุนใหญ่ผู้สนับสนุน เห็นแก่ประโยชน์ก้อนใหญ่ จากการถอนทุนกำไรหลายร้อยเท่า ไม่มีธุรกิจใดให้ได้เหมือนนักวิชาการนักการเงินการคลัง นักเรียนนอก ก็คงติดยึดกรอบ “ ประชาธิปไตยเลือกตั้งดีที่สุด ดีกว่าระบบอื่นๆ “อีกทั้งพวกอคติซ้ายจัด ไม่สรุปบทเรียน” ทำไมจึงแก้วิกฤติไม่ได้ “ เอาวิจารณ์กล่าวหาทหาร เชียร์นักเลือกตั้ง “

6. บ้านเมืองจึงติดกับดัก "ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก" เดินหน้าแบบเดิมก็ตันอีก ถอยหลังก็ไม่เจอทางออกเพราะ ขาดผู้นำระดับรัฐบุรุษและ นักวิชาการนักวิจัยที่มีคุณภาพลึกซึ้ง แสวงหา “สัจจะจากความเป็นจริง “เอา “ตีนคนไทยเป็นหลัก แล้วตัด รองเท้าให้เข้ากับตีนคนไทย มิใช่ไปเอาเกือกฝรั่งมา แล้วตัดตีนคนไทย “ประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จ ต่างล้วนนำหลักคิดทฤษฎีมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพสังคมที่เป็นจริงแต่ ผู้นำไทย แม้มีความรักชาติปรารถนาให้ชาติเจริญพัฒนา แต่กลับไปลอกหลักทฤษฎีมาทั้งดุ้น จึงล้มเหลว

7. ทั้งนี้ด้วยเหตุผล ที่ได้สรุปกันมาอย่างชัดเจนด้วยประสบการณ์ เลือดเนื้อชีวิต คือ

1) “นักเลือกตั้งกลุ่มทุนใหญ่เอาผลประโยชน์ตน ยึด “ ระบบเลือกตั้งจากพรรคการเมือง“เพราะได้เปรียบ และคนกลุ่มนี้ เป็นคนชั้นบน ระดับสูง ที่กุมเศรษฐกิจและสังคม ได้ประโยชน์จากระบบเหลื่อมล้ำ
ต้องการปกป้องระบบเหลื่อมล้ำของสังคม ด้วยระบบการเลือกตั้งที่มีความเหลื่อมล้ำที่พวกตนได้เปรียบเพราะ“การแพ้ชนะในการเลือกตั้ง“ คนเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดียวที่เป็นคนส่วนน้อยนโยบายที่พวกเขาจะทำให้กับประชาชน ก็เพียงแต่ ทำให้ประชาชนดีขึ้น แต่หลักคือ รักษาสถานะของตนฉะนั้น การหวังให้มีการปฏิรูปหรือปฏิวัติสังคมให้เป็นประชาธิปไตย ให้เสมอภาคเป็นธรรมจริง จึงไม่เกิดขึ้น เข้าทำนอง หรือ ใกล้เคียงกับคำกล่าวยุค 14 ตุลา คือ “ ชนชั้นใดปกครอง ก็ย่อมทำเพื่อชนชั้นนั้น “

2) ประชาชนส่วนใหญ่ ยังอ่อนแอ และถูกทำให้ตกในความคิดอุปถัมภ์ต้องพึ่งพาคนกลุ่มแรก ตลอดไป นโยบายพรรคการเมืองเก่า จึงอยู่ในกรอบ “สร้างนโยบายประชานิยมหรืออุปถัมภ์แบบแจกปลาให้ชาวบ้าน” ไม่ได้สอนให้ชาวบ้านตกปลาเป็น ไม่เคยคิดหรือทำตาม “ พระราชาให้เบ็ด “ แต่นักการเมืองแจกปลา “ ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่คิดพึ่งตนเอง ยอมจำนน ยังขาดการรวมตัว ไม่มีพลัง ที่จะเปลี่ยนแปลงหรือต่อรอง

3) ในส่วนของชนชั้นกลางหรือผู้ที่มีอันจะกินอย่างสบาย หรือติดขัดบ้าง แต่ยังอยู่ได้อย่างสบายๆ มีทางเลือกคนเหล่านี้ บางส่วนเคยเอาจริงร่วมเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไปได้แค่น้ำสองน้ำ ไม่ถึงฝั่งและ “ คนมีอุดมคติ เริ่มโลเล ด้วยความคิดหลากหลาย “ สู้ไปหรือทำดี ไม่ได้อะไร เสียเงินเสียแรงเสียชีวิต”ตอนนี้ปล่อยไปให้คนอื่นเขาทำบ้าง “ บ้านเมือง มิใช่ของเราคนเดียว “ แล้วเราจะทุ่มเอาชีวิตเข้าแลกทำใมคนเกษียณ ที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต ก็มีอุดมคติใหม่ว่า “ ขอใช้ชีวิตให้สุขสบายบ้าง ไปนอกบ้าง สบายใจ”บางส่วนจะสู้เป็นพักๆ ในช่วงสถานการณ์แหลมคม เข้าได้เข้าเข็ม จึงออกมาทีหนึ่ง เสร็จก็กลับบ้านนอนตีพุง

4) นักอุดมคติผู้มีอุดมการณ์บางส่วน ที่เดินแนวทางประชาชน ต่อสู้ตามแนวคิดสังคมนิยม ประชาชนเป็นใหญ่แต่ ไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนไปเดินทางสายใหม่ “เข้าสู่การเมือง “ เข้าร่วมกับพรรคการเมืองชนชั้นนำต่างๆได้เห็นความแตกต่างกับหนทางเดิม เพราะ“เส้นทางการเมืองเลือกตั้ง “ที่เคยประณามหยามเหยียดมาก่อนกลับให้อะไรที่พวกเขาเคยหวัง แต่ไม่เคยได้ “อำนาจ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่ ผลประโยชน์ ทรัพย์สินเงินทอง “เขากลับได้มาอย่างสมใจ เพียงแต่ “ แทนที่จะเป็นของประชาชนทั้งชาติ กับ เป็นตนเองและพวกพ้อง ฯ”และวิธีการที่จะทำให้ตนสบายใจในเส้นทางใหม่ คือ “ การหาจำเลย ที่พวกเขาจะกล่าวหาประณามแทน” “นักการเมืองโกงกิน ทหารกองทัพ ข้าราชการ นายทุนคนรวย และบางส่วนลามปลามไปถึงสถาบันหลัก ฯ”

5) บทสรุปที่สำคัญหนึ่ง ที่คนบางส่วนมองเห็น “ อุปสรรคในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง”คือ“สังคมไทย ไม่ได้ทุกข์หนักจนคนทั้งชาติทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ต้องทำ:ไม่มีทางเลือกแล้ว”เพราะยังมีทางเลือก มีทางออก : สำหรับคนส่วนไม่น้อย ที่สามารถอยู่ได้ แม้จะลำบาก พบอุปสรรคบ้างหรือ แม้แต่ ชาวบ้านที่ยากจน ถึงทุกข์หนัก แต่ยังมีระบบอุปถัมภ์ฯลฯมาจุนเจือ ไม่ถึงกับอดตายจริงๆ ทำให้ “ การดิ้นรนครั้งสุดท้าย การถอยอีกก้าวจะตกเหวตกนรก “ ยังเกิดขึ้น ไม่พอต่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวได้ว่า“ความทุกข์แสนสาหัสทางกายภาพยังไม่พอ“ สำหรับการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงของคนทั้งชาติ การเปลี่ยนแปลงที่จักเกิดขึ้นได้ ต้องใช้ 2 ปัจจัย คือ “ ปัจจัยทางจิตสำนึก + ปัจจัยขาดแคลนทางกายภาพ”

6) อีกประการหนึ่ง คือ การทำตามคำขวัญ “ ลดอำนาจรัฐ อำนาจพรรคการเมือง และเพิ่มอำนาจประชาชน “คือ การแก้กติกาสูงสุด รัฐธรรมนูญ “ให้อำนาจรัฐ ( รัฐบาลรัฐสภา) มาจากหลายทาง มิใช่แต่พรรคการเมืองหรือขั้นต้น การลดบทบาทของนักการเมือง พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นพรรคชนชั้นนำ พรรคเลือกตั้งมาเสริมสนับสนุน ให้มี “ พรรคการเมืองของประชาชน “ ที่ประชาชนหรือสมาชิกพรรค เป็นผู้กำหนดพรรคและการเพิ่มอำนาจการใช้สิทธิของประชาชน ทั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้ง การเลือกตั้ง สว.ด้วย

โดยสรุป สำหรับ “ ผู้มีความรัก ความใฝ่ฝัน ความเชื่อมั่น และความหวัง “ราจักต้องเดินหน้าต่อไป แสวงหา “ หนทางออกจากถ้ำวัฏจักรวงจรอุบาทว์ “ หาหนทาง การต่อสู้ ต้องเดินก้าวคาราวะแผ่นดิน เคารพและ เข้าหาประชาชน อย่างจริงจัง และจริงใจ ต่อไปวันนี้ เราได้เห็น “แสงสว่างจากปลายอุโมงค์ แม้จะเป็นเพียงแสงเล็กแสงน้อย มีประกายยังไม่มากพอ “แต่เราต้องรวมพลังประชามหาชน เป็น “ เจ้าของพรรคของประชาชน” แล้ว จุดประกายไฟให้สว่างขึ้น ให้เราเห็นเส้นทางออก 1 และ ขณะเดียวกัน ให้ประชาชนเห็นเรา ( พรรคของประชาชน )1

ทางออกขั้นต้น คือ “ ไม่เลือกพรรคใด” และ “เลือกพรรคใด” มาก่อน มาหลัง

1. หนทางที่ถูกต้อง คือ ต้องไม่เดินซ้ำทางผิด ที่นำบ้านเมืองไปตกเหว คือ “ ไม่เอาพรรคทุนสามานย์ทัก”ไม่เอา พรรคใหม่ ที่มีปัญหา ไม่เคารพ วัฒนธรรมจารีตประเพณี และการหมิ่นเหม่ต่อสถาบันหลักของชาติ

2. เลือกพรรคของประชาชนที่แท้จริง ที่ได้ประจักษ์ผลงานมาแล้ว คือ “ พรรครวมพลังประชาชาติไทย รปช.”เป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน ที่นโยบาย และได้ผ่านการต่อสู้ร่วมกับมวลมหาประชาชน ให้ทำหน้าที่เป็นหลักในการนำพาประชาชน ทั้ง การร่วมกับพรรครัฐบาล และการปฏิรูปการเมืองให้บรรลุ

3. เลือกพรรครัฐบาล ที่เป็นยุทธศาสตร์ คือ “เป็นพรรคเดียว ที่สามารถเอาชนะ “พรรคทุนสามานย์ได้”

4. เลือกพรรค ที่ประกาศชัด “ จะร่วมมือกับพรรครัฐบาล หรือ ต้องการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อทำงานได้จริง”

นี่คือ หนทางเดียว เพื่อก้าวต่อไป “สู่การออกจากถ้ำวิกฤต ไปสู่การสร้างประชาธิปไตยของประชาชน” ได้จริง
…………………………..