ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เรื่องของระบบการวิจัย การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของประเทศไทยจึงได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษว่าจะสามารถตอบสนองต่อทิศทางการพัฒนาดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด จนในที่สุด เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2559 อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 รัฐบาลจึงได้ยุบเลิก คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะกรรมการพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ แล้วจัดตั้ง สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ขึ้นมาแทน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

แม้จะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ผลกระทบจากการยุบคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด และการดำเนินงาน ภายใต้ทิศทางของสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ จะออกมาเป็นเช่นไร แต่ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” โดยมีแนวทางในการควบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ หน่วยงานวิจัยต่างๆ และหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาเข้ามารรวมกันเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาฯ โดยมีจุดมั่งหมายที่สำคัญคือ การวิจัย พัฒนา และสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาคนที่มีคุณภาพอย่างสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ พร้อมกันนี้ได้เตรียมจัดตั้งสภาการนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อกำหนดแนวทางและกำกับดูแลการดำเนินงานของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเสมือนเชื้อประทุที่สร้างความสับสน มึนงง ให้กับคนในวงการว่า โฉมหน้า ของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย จะเป็นไปในทิศทางใด และจะสามารถตอบสนองความต้องการพัฒนาของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ราชบัณฑิตและ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้สะท้อนถึงปัญหาดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาระบบวิจัยของประเทศไทย ไม่ได้อยู่ที่การควบรวมกระทรวง ปัญหาของงานวิจัยในประเทศไทย อยู่ที่แนวนโยบายที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา ตั้งแต่เริ่มตั้งสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำให้งานวิจัยของประเทศไทยดีขึ้น สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก็มีหน้าที่ในการเสริมงานวิจัย และนโยบาย งบประมาณของประเทศก็มีเพียงน้อยนิด กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เองก็มีทั้ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่ผลิตนักวิจัยให้มีคุณภาพ และสร้างผลงานวิจัย ดังนั้น ควรจะมาเน้นเรื่องการต่อยอดเพื่อนำผลงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชน ในความเป็นจริงทุกกระทรวงจะต้องมีหน้าที่ทำวิจัยและนวัตกรรมทั้งนั้น การควบรวม หรือตั้งกระทรวงใหม่มารวมกัน แต่ระบบยังเหมือนเดิม ไม่ได้มีการพัฒนาคน ก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด การแก้ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่องค์กร แต่เราขาดบุคลากรทางด้านวิจัยที่มีคุณภาพ เพราะงบประมาณสนับสนุนการวิจัยมีน้อย

ศ.ดร. ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สภาวิจัยแห่งชาติ และเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ความเห็นว่า การวิจัยของไทยที่อยู่ช่วงยุคเปลี่ยนผ่าน ที่กำลังคุกรุ่น โมเดลวิจัยที่เปลี่ยนไปมาแทบทุกช่วง ชนิดหาข้อสรุปแบบสะเด็ดน้ำยาก อันเนื่องจากเจ้าภาพและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีมากหลายฝ่าย อยู่ที่ผู้มีอำนาจสูงสุดจะชี้เอาโมเดลไหน ที่สำคัญแนวทางการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และร่าง พ.ร.บ. สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.... จะส่งผลต่อสถานภาพขององค์กรวิจัยดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น สกว. วช. สวทน. สวทช. แต่ประเด็นคำถามที่มีมากในตอนนี้คือ หน่วยงานอื่นที่จะมาทำหน้าที่แทนองค์กรเหล่านี้ไม่มีประสบการณ์ จะสามารถทำงานตรงนี้ได้ดีขนาดไหน

เกี่ยวกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) อดีตเป็นองค์กรหลักของประเทศ ก่อตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติสภาวิจัยแห่งชาติ พ.ศ.2499 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัย และมีบทบาทเป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่เสนอแนะนโยบายและแผนการวิจัยทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่กำลังถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ ในหลายปีที่ผ่านมานี้ เช่น มีการใช้ ม.44 ยุบสภาวิจัยแห่งชาติ โดยมีแนวคิดปรับภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เหลือแค่มาดูแล มาตรฐานการอุดมศึกษา โดยผันภารกิจที่ วช. เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มายาวนานกว่าใคร อาทิ ติดตามและประเมินผลการวิจัยของประเทศ รวมทั้งกำหนด ส่งเสริม และกำกับมาตรฐานการวิจัย ตลอดจนพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการวิจัยของประเทศ การให้รางวัลประเภทต่างๆ อาทิ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลสิ่งประดิษฐ์คิดค้น รางวัลผลงานวิจัย รางวัลนักประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ เป็นต้น กิจกรรมบ่มเพาะนักประดิษฐ์อาชีวะศึกษาและอุดมศึกษา เป็นต้น และ งานวิจัยด้านพัฒนาชุมชนและพื้นที่ เป็นต้น... ให้องค์กรอื่นทำแทน ประเด็นคำถามที่มีมากตอนนี้คือ องค์กรอื่นที่รับช่วงแทนที่ไม่มีประสบการณ์จะทำตรงนี้ได้ดีขนาดไหน อีกคำถามคือ งานวิจัยสายสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์มีพื้นที่อยู่ตรงไหน หาก วช. ถูกปรับโฉม

ศ.ดร. ผดุงศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ประชาคมวิจัย เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาที่เกี่ยวข้อง และนักวิจัยในองค์กรต่างๆ ควรได้รับทราบข้อมูลและสถานะเบื้องต้นของ (ร่าง) พ.ร.บ. สภานโยบายการอดุมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ.... ในฐานะที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการวิจัยในประเทศนี้ ที่จะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในด้านนี้ แทนที่จะกำหนดชะตากรรมโดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่มกี่คน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้การมีส่วนร่วมของนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงภาคสนามน้อยมาก ส่วนใหญ่กลไกดำเนินโดยนักนโยบายหรือระดับ policy maker ข้อมูลหลายเรื่องที่ชงไปไม่ได้สะท้อนปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงที่เกิดขึ้นภายในประเทศโดยเฉพาะระดับปฏิบัติการ วาทะกรรมที่ว่า “งานวิจัยที่กินไม่ได้หรือขายไม่ได้คือความล้มเหลว” ยังเป็นภาพของนักทำนโยบายชุดนี้...จะเปลี่ยนแปลง อย่างไร พอจะคาดการณ์ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ในอนาคตหากไม่มีการแก้ไขอะไรให้ดีขึ้นใน บางส่วนของ พรบ. นี้ สถานการณ์การวิจัย นวัตกรรมของประเทศที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะจารึกชื่อของตนเองเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคมไทย แต่กรอบแนวคิดดังกล่าว ขาดความสมดุลย์มุ่งเน้นพัฒนาเพียงด้านเดียว เรื่องเดียว โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ละเลยในด้านของสังคม ชุมชนหรือแม้กระทั่ง “คน” การจะพัฒนาระบบอะไรก็ตามให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้าจำเป็นต้องใช้คนหรือสังคมชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาไม่ใช่เอียงกระเท่เล่แบบนี้ เพราะถ้าสังคม ชุมชนและคนไม่เข้มแข็งการพัฒนาก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ และที่สำคัญเอาหน่วยงานหรือองค์กรที่เป็นองค์การมหาชน มาดำเนินการเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ มันเป็นแนวคิดที่ผิดฝาผิดตัว ถ้ารัฐบาลหรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดแบบนี้ ไทยแลนด์ 4.0 หรือนโยบายอะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็คงเป็นไปไม่ได้

ในท่ามกลางเสียงคัดค้านของนักวิชาการ นักวิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่คงดังไม่พอ ครม. จึงผ่านร่าง พรบ. เหล่านี้ไปอย่างเร่งรีบ ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มิได้คำนึงถึงผลลบที่จะตามมา จะเป็น 4.0 หรือถอยหลังเข้าคลอง ฝาก สนช. ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ คิดวิเคราะห์ให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่ออนาคตของลูกหลานในอนาคต ไม่อย่างนั้นแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างแน่นอน