สัปดาห์นี้ต้อนรับปีหมูทองด้วย กิจกรรมย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม ช่วงรัชกาลที่ 1-3 ของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ที่พาชมสถานที่ในประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพรรับปีใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ชื่นชมพุทธสถานสำคัญ

เริ่มต้นช่วงเช้า ที่ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ฟังเรื่องเล่าจาก อาจารย์นัท จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม เกี่ยวกับพระอารามหลวงชั้นเอกที่สถาปนามาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และเ ป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมใช้ชื่อว่า วัดสะแก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ ซึ่งแปลว่า ชำระพระเกศา เนื่องจากเคยประทับทำพิธีพระกระยาสนาน (อาบน้ำ) เมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติใน พ.ศ. 2325

พระอุโบสถวัดสระเกศ

โดยได้เข้าไปไหว้พระ เพื่อเป็นสิริมงคล และเยี่ยมชม พระอุโบสถ ของที่นี่ ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่ทุกคนจะต้องไม่พลาดเข้าไปชื่นชมความงดงามและกราบสักการะหลวงพ่อพระประธาน สำหรับ พระอุโบสถวัดสระเกศ แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นใหม่แทนพระอุโบสถหลังเดิมของวัดสระแก ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยพระอุโบสถนั้นตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว อยู่บนลานกระเบื้องสีเหลืองนวลลวดลายโบราณ มีพัทธสีมากำหนดเขตพระอุโบสถประดิษฐานอยู่รอบ 8 ทิศ ในซุ้มทรงกูบช้าง ประดับด้วยกระเบื้องที่สั่งมาจากเมืองจีนอย่างวิจิตรสวยงาม

ทางขึ้นภูเขาทอง

อีกทั้งที่หน้าบันพระอุโบสถทั้งด้านหน้า และด้านหลัง สลักลายกนก ลายก้านขดประดับกระจกสี ตรงกลางประดับรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ดูวิจิตสวยงามเป็นอย่างมาก ขณะที่ภายในพระอุโบสถยังเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระประธาน พระพุทธรูปปางสมาธิที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ได้ถูกบูรณะใหม่พร้อมกับการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ในสมัยรัชกาลที่1 ด้วยการลงรักปิดทองทับองค์เดิม และเนื่องจากองค์พระประธานมีมาแต่เก่าก่อน รัชกาลที่ 1 จึงไม่ทรงพระราชทานชื่อ คนทั่วไปจึงเรียกพระประธานประจำพระอุโบสถว่า หลวงพ่อพระประธาน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และภายในพระอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามให้ได้ชมอีกด้วย

วิวมุมสูงของภูเขาทอง

ก่อนจะเดินไปขึ้น พระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง ที่อยู่ด้านหลัง พระอุโบสถ เพื่อชื่นชมความงดงามของพุทธสถานที่สำคัญ และเป็นสัญลักษณ์ของวัดที่คนทั่วโลกรู้จัก โดยภูเขาทองแห่งนี้ รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นไว้เป็นปูชนียสถานในพระนคร และถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในเขตพระนครเลยก็ว่าได้ เป็นจุดที่แนะนำให้มาเที่ยวกัน เพราะสวยและน่าสนใจจริงๆ โดยฉพาะถ้าเดินขึ้นถึงด้านบนสุด ถ้ามองย้อนกลับไปด้านล่างจะเห็นภาพโดยรวมของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วิวจากด้านบนนี้สวยงามาเป็นอย่างมาก สามารถมองเห็นวิวได้ไกลถึงสะพานพระรามแปดเลยทีเดียว

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

จาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เดินทางต่อไปยัง ท่ามหาราช ชื่นชมกับสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชุมชนในอดีต พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารไทยๆ ง่าย แต่ถูกปากสำหรับทุกคนที่ ร้านรสนิยม ก่อนจะเดินข้ามถนนไปยัง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร รับฟังเรื่องราวของพระอารามหลวงแห่งแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ พร้อมกราบพระศรีสรรเพพชญ์ และพระอรหันต์ 8 ทิศ ในพระอุโบสถ และพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในพระเจดีย์ทองศรีรัตนมหาธาติในพระมณฑป

วัดมหาธาตุ

สำหรับ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ แห่งนี้ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายมหานิกาย ชั้นวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เขตพระนคร เดิมชื่อว่า วัดสลัก โดยผู้สร้างวัดแห่งนี้ไม่ปรากฏนาม แต่สันนิษฐานว่ามีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า มหาสุรสิงหนาท (พระอนุชาธิราชของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) ทรงมาพบวัดนี้แล้ว ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างถาวรวัตถุขึ้นมาใหม่ พร้อมทรงสถาปนาวัดนี้ขึ้นเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงขอพระราชทานนามพระอารามจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ว่าวัดนิพพานนาราม

ภายในพระอุโบสถ

แต่เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัดนิพพานาราม จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาพระองค์ทรงประชุมพระราชาคณะให้จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และจัดให้มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมที่วัดแห่งนี้ จึงโปรดให้เปลี่ยนนามพระอารามอีกครั้งว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหาร ตามแบบอย่างครั้งกรุงเก่า

จนมาถึงปี พ.ศ. 2346 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้เรียกวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ราชวรมหาวิหารว่า วัดมหาธาตุ ด้วยเหตุว่านามวัดดังกล่าวเป็นหลักของพระนครที่มีทุกราชธานีในประเทศนี้ จึงควรต้องมีในพระนครอมรรัตนโกสินทร์ อีกทั้งพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระมณฑป ซึ่งเป็นพระศรีรัตนมหาธาตุก็มีอยู่ในพระอาราม และเป็นพระอารามที่สถิตสมเด็จพระสังฆราชเหมือนวัดมหาธาตุที่กรุงเก่า จึงพระราชทานนามพระอารามแห่งนี้ใหม่ในรัชสมัยของพระองค์ว่า วัดมหาธาตุ

สัมผัสภูมิปัญญาโบราณ

หลังจากชื่นชมความงดงามของศิลปะโบราณ และฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ในยุคต่างๆ จาก อาจารย์นัท ระหว่างการเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ทำให้รับรู้เรื่องราวสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ผ่านวรรณกรรมหลายเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับสมัยรัชกาลที่ 1 - 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่วงเวลาแห่งการทำนุบำรุงฟื้นฟูบ้านเมืองที่ล่มสลายไปเพราะสงคราม ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ด้วยการดำเนินนโยบายการปกครองหลายประการ

มหาเจดีย์ 4 รัชกาล

จนมาถึง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือในสมัยก่อนเรียกว่า วัดโพธาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ รัชการที่ 1 และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 ภายในวัดจะเป็นที่จารึกของวิชา ตำราแขนงต่างๆหลายแขนง เช่น ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม การแพทย์ ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งให้ความรู้ เปรียบได้กับว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ปัจจุบันวัดโพธิ์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกเมื่อ มีนาคม พ.ศ.2551

เขามอ

ชื่อเสียงที่ลือเลื่องของ วัดโพธิ์ คือ เรื่องของตำราและศาสตร์แห่งการนวดแผนโบราณที่สืบทอดภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษที่สั่งสมมายาวนานได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทุกอย่างที่ถูกจารึกไว้ตามส่วนต่างๆ ของวัดล้วนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการบันทึกหรือสรรพวิทยาที่ถ่ายทอดออกมาด้วยการใช้ภาพอธิบายร่วมกับตัวอักษร ส่วนอีกด้านหนึ่ง คือเรื่องของสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการไม่แพ้ที่ใดในโลก รวมไปถึงบรรดารูปเคารพบูชาทั้งพระพุทธรูปและตุ๊กตาหินขนาดใหญ่ต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความประทับใจอย่างไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ วัดโพธิ์ในทุกวันนี้ เต็มไปด้วยคุณค่าแห่งประวัติศาสตร์ที่อธิบายและเล่าเรื่องด้วยตัวตนจริง ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงมีมนต์ขลังและงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ

พระพุทธเทวปฏิมากร

สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมในเส้นทางดังกล่าวข้างต้น หรือ เส้นทางท่องเที่ยวอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยว สามารถติดต่อได้ที่โทร. 0-2622-1810-18 ต่อ 353,354 และ www.facebook.com/siamrath.travel

โต๊ะท่องเที่ยว เรื่อง/ภาพ
siamtravel58@gmail.com