ปีพ.ศ.2562ที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยกระบวนการการเลือกตั้ง แม้หลายฝ่ายจะคาดการณ์ว่าขั้วอำนาจในประเทศไทยจะยังเป็นขั้วอำนาจเก่าก็ตาม

ทั้งนี้ หลักการเลือกตั้งมีอยู่ 6 ประการด้วยกัน

1.หลักความเป็นอิสระ ประชาชนมีอิสระในการลงคะแนนเสียง

2.หลักระยะเวลา กำหนดระยะเวลาการเลือกตั้งไว้แน่นอน

3.หลักความยุติธรรม ควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม

4.หลักเสมอภาค บุคคลมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้คนละ 1 เสียงเท่ากัน

5.หลักการลงคะแนนลับ เพื่อให้ผู้ลงคะแนนได้เลือกผู้แทนของตนโดยอิสระ ไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจหรืออิทธิพล

6.หลักการใช้สิทธิเลือกตั้ง อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ สัญชาติไทย มีถิ่นที่อยู่ในเขตเลือกตั้ง

กระนั้น ท่ามกลางการจับจ้องของทุกฝ่าย ที่ต้องการให้การเลือกตั้งตามกติกาใหม่ เป็นไปอย่าง “อิสระ” และ “ยุติธรรม”

โดยเฉพาะเรื่องของความยุติธรรมของหน่วยงานต่างๆที่อยู่ในองคาพยพของการเลือกตั้ง จำเป็นต้องตระหนักไว้เสมอ

จึงขออัญเชิญคติธรรมของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ประทานแด่ศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครอง อันมีใจความสำคัญดังนี้

“ตุลาการและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรม จำเป็นต้องมี “อุเบกขาธรรม” เป็นหลักดำรงตนที่สำคัญที่สุด

อุเบกขามิได้แปลว่าความเฉยเมยหรือเมินเฉยเพราะความขลาดเขลาเกียจคร้าน หรือปราศจากเมตตากรุณา

หากแต่อุเบกขาตามความหมายในทางพระพุทธศาสนาหมายถึงการวางใจเป็นกลางเพราะมีสติปัญญา มีความรู้กระจ่างในเรื่องการกระทำและผลของการกระทำของบุคคล จึงยังผลให้สามารถปฏิบัติบริหารภารกิจทั้งปวงด้วยใจสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านโอนเอนไปด้วยอำนาจแห่งความลำเอียง

ความเป็นกลางนั้น ได้แก่ ภาวะจิตที่ปราศจากอคติ 4 ประการ กล่าวคือ ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะความชอบใจ, โทสาคติ ความลำเอียงเพราะความชัง, ภยาคติ ความลำเอียงเพราะความหวาดกลัวภัย และ โมหาคติ ความลำเอียงเพราะความโง่เขลา ดังนี้ ผู้มีใจเป็นกลางอย่างแท้จริงย่อมสามารถตัดสินอรรถคดีเป็นยุติธรรม และดำรงตนได้อย่างซื่อสัตย์สุจริตอยู่ตลอดเวลา เสมอด้วยการสั่งสมกุศลธรรมไว้ในตนได้อยู่ทุกกาลเทศะแม้ขณะทำการงาน

ศาลปกครองมีหน้าที่โดยตรงต่อการอำนวยความยุติธรรม เพราะฉะนั้น ตุลาการ ข้าราชการ และบุคลากรทุกคนทุกฝ่าย จึงพึงศึกษาทบทวนธรรมะข้ออุเบกขาให้กระจ่างและถี่ถ้วน แล้วเชิดชูขึ้นเป็นธรรมสรณะนำทางชีวิต เพื่อความวัฒนาผาสุกของสังคมไทย อันหมายถึงความผาสุกส่วนบุคคลของตัวท่านเองซึ่งล้วนนับเนื่องเป็นหนึ่งในชาติบ้านเมืองนี้ด้วยกันทั้งสิ้น...”