ธ.ก.ส. จับมือ กรมป่าไม้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หนุนสร้างชุมชนไม้มีค่าทั่วประเทศ 20,000 ชุมชน จำนวน 2.6 ล้านครัวเรือน ปลูกต้นไม้เพิ่มกว่า 1,000 ล้านต้น ภายใน 10 ปี พร้อมให้ความรู้ด้านพันธุ์ไม้ สร้างโรงเพาะชำเพื่อผลิตกล้าไม้ ผลักดันการปลูกต้นไม้สู่กิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก สร้างฐานข้อมูลพื้นที่สีเขียว และเตรียมออกสินเชื่อปลูกป่าอีกด้วย

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61 นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วยนายยรรยง กางการ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และนางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการชุมชนไม้มีค่า” เพื่อขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า โดยให้เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าจากการใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ สร้างสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ณ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานใหญ่ บางเขน

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. และทั้ง 3 หน่วยงาน เป็นการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่าตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 ซึ่งมีเป้าหมายให้เกิดชุมชนไม้มีค่า 2,000 ชุมชน มีประชาชนได้รับประโยชน์ 100,000 ครัวเรือน มีจำนวนต้นไม้ในประเทศเพิ่มขึ้น 40 ล้านต้นภายใน 1 ปี และจะมีการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อสร้างชุมชนไม้มีค่าให้ได้ 20,000 ชุมชน มีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 2.6 ล้านครัวเรือน และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเพิ่มขึ้น 1,040 ล้านต้น ภายใน 10 ปี โดยในส่วนของ ธ.ก.ส.มีแผนงานในการยกระดับโครงการธนาคารต้นไม้ ธ.ก.ส. สู่ชุมชนไม้มีค่า ซึ่งจะมีการพัฒนาผู้ตรวจประเมินมูลค่าต้นไม้เพื่อเป็นหลักประกันทางธุรกิจและผู้ประเมินการกักเก็บคาร์บอนรวม 4,000 คน แผนการสนับสนุนในการกักเก็บคาร์บอนตามแนวทางโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) ให้กับ 6,804 ชุมชน รวมถึงการสร้างวิสาหกิจชุมชนด้านผลิตภัณฑ์ไม้ของชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าจากการนำวัตถุดิบที่ได้จากต้นไม้ เช่น กิ่ง ใบ ลำต้น มาแปรรูปไม้และสร้างรายได้แก่ชุมชน โดยมีเป้าหมาย 400 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบัน มีสมาชิกธนาคารต้นไม้กว่า 6,827 ชุมชน จำนวนสมาชิก 117,461 ราย และมีต้นไม้ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ 11,846,190 ต้น

“การที่รัฐบาลชุดนี้ กำลังออกกฎหมายเรื่องการปลูกไม้มีค่าในชุมชน ซึ่งคาดว่าจะสำเร็จในรัฐบาลชุดนี้ จะทำให้ประชาชนมีรายได้มั่นคงจากการประกอบอาชีพปลูกป่าเศรษฐกิจ รวมถึงแก้ไขให้ไม้ทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ไม่เป็นไม้หวงห้ามอีกต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ทางธ.ก.ส.อยู่ระหว่างศึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อเพื่อการปลูกป่าระยะยาว แบบ 15 ปี ซึ่งประชาชนที่ใช้สินเชื่อนี้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการปลูกป่ามาลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงอยู่ระหว่างการหารือกับตลท. เพื่อออกพันธบัตรต้นไม้ (Tree Bond) ซึ่งเป็นการระดมทุนเพื่อปลูกป่าในพื้นที่ที่กำหนดและได้รับผลตอบแทนจากการปลูกป่า คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในไตรมาส 1 ปี 2562” นายอภิรมย์ กล่าว

นายยรรยง กางการ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า ความร่วมมือใน ครั้งนี้ กรมป่าไม้จะส่งเสริมการให้ความรู้ ด้านพันธุ์ไม้ การคัดเลือกพันธุ์ การเพาะพันธุ์ ตลอดจนสนับสนุนการสร้างศูนย์เพาะชำ โรงเพาะชำชุมชน ในทุก ๆ จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นการรองรับการผลิตกล้าไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการปลูกต้นไม้ตามโครงการดังกล่าว

ด้าน นางประเสริฐสุข เพฑูรย์สิทธิชัย ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) กล่าวว่า อบก. พร้อมให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านวิชาการ การศึกษาและวิจัย เพื่อการดำเนินกิจกรรมการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาของชุมชน การพัฒนาศักยภาพบุคลากรของ ธ.ก.ส. ในการพัฒนาโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Reduction Program: T-VER) ทั้งจากกิจกรรมภาคป่าไม้และพื้นที่สีเขียวของภาคประชาชน ชุนชนและภาคส่วนต่างๆ ตามโครงการชุมชนไม้มีค่าทั่วประเทศ

นางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. (BEDO) กล่าวว่า สพภ. จะร่วมให้ความรู้ด้านการปลูกป่าเชิงนิเวศ การประเมินมูลค่าระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินการ และการจัดทำแผนที่พื้นที่สีเขียว เพื่อแสดงข้อมูลและกิจกรรมการอนุรักษ์ ตลอดจนการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากการปลูกต้นไม้ ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ