ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

• ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่ไม่มีใครพูดถึง คือ “ระบบการเลือกตั้งแบบรัฐสภา” และ “พรรคการเมือง”

เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ที่สามารถนำประชาชนประเทศไทยไปสู่ ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้หรือไม่

ระบบการเลือกตั้งแบบรัฐสภาของไทย กำหนด “ช่องทางที่จะเข้าไปสู่การเป็นฝ่ายบริหารนิติบัญญัติ

มีช่องทางเดียวคือ ต้องผ่านหรือมาจาก พรรคการเมือง เท่านั้น หรือเป็นตัวหลักสำคัญ เป็นตัวชี้ขาด”

ฉะนั้น ขอให้นักประชาธิปไตยที่แท้จริง และประชาชนที่อุดมคติ และอยากจะแก้วิกฤตของประเทศ

ต้องมาศึกษา ทำความเข้าใจ สภาพที่เป็นจริงในสังคมไทย ให้ถ่องแท้ ว่า เป็นอย่างไร

1. “พรรคการเมือง” เป็นตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียวของการแก้วิกฤตของประชาชนและประเทศไทย
ประเทศไทย จะสามารถออกจาก “ ถ้ำแห่งวิกฤต ที่ประชาชน ถูกขัง หรือ ติดหล่มมา 86 ปีได้หรือประชาชนไทย ยังคงทุกข์ มีความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม และจมลึกลงไปใต้ก้นเหวแห่งความล้มเหลว

1) พรรคการเมืองไทย “เป็นของใคร” ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ นายทุนพรรคการเมือง นักเลือกตั้งฯลฯ

2) ประชาชน หรือสมาชิกพรรค สามารถเป็นผู้กำหนดพรรคได้ทุกอย่าง ตามระบอบประชาธิปไตย จริงฤา

3) ระบบพรรคการเมืองไทย มีความเสมอภาค เป็นธรรม ทั้งในหลักการและเชิงปฏิบัติ หรือไม่

4) “ลักษณะคุณสมบัติของพรรคการเมืองไทย” โดย พรบ.พรรคการเมือง เป็นประชาธิปไตยหรือไม่

5) พรรคการเมือง มีการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือมีความเหลื่อมล้ำกันหรือไม่อย่างไร

2. ระบบการเลือก ฯ ที่ได้มาซึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ที่ถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชน
ที่จะเข้ามาแก้วิกฤตปัญหา และนำความสุข การพัฒนาประเทศ ให้มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน
ประเทศไทย จะสามารถออกจาก ถ้ำแห่งวิกฤต ที่ประชาชน ถูกขัง หรือ ติดหล่มมา 86 ปีได้หรือประชาชนไทย ยังคงทุกข์ มีคามเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม และจมลึกลงไปใต้ก้นเหวแห่งความล้มเหลว

1) สามารถควบคุม และกำหนด คุณสมบัติ การบริหารพรรค การส่งผู้สมัครฯ ให้ถูกต้องชอบธรรม ได้ไหม

2) มีความเสมอภาคเป็นธรรม แก่ทุกพรรคการเมือง นักการเมือง ที่ลงสมัคร หรือไม่

3) สามารถ ทำให้การเลือกตั้ง เป็นไปด้วย ความสุจริตเที่ยงธรรมได้ มีปสท. ทันกาล ได้จริงหรือไม่

4) สามารถขจัด การซื้อเสียง ซื่อพรรค หรือ ซื้อ สส. สว. ได้อย่างแท้จริงหรือไม่

5) สามารถเอาผิด ลงโทษทั้งพรรค ผู้สมัคร ที่ทำการผิด พรบ.เลือกตั้ง ได้จรองไหม

3. หากมองดูภาพรวม ตั้งแต่ การเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ

ระบอบการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง และระบบหรือกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถควบคุมเพื่อให้มี พรรคการเมืองนักการเมือง ที่ดีมีอุดมคติ นำไปสู่การมีรัฐสภา รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ได้จริงไหม
โดยสุดท้าย ต้องพูดถึง กติกาสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ได้กำหนด ในเรื่องนี้อย่างไร จึงจะเป็นจริง

4. นี่คือ เหตุปัจจัยที่สำคัญ ของระบอบประชาธิปไตย ว่า เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะต้องตรวจสอบ สำรวจ ให้เข้าถึง เหตุปัจจัย และปัญหาที่เกิดขึ้น และการแก้ไข
ที่ผ่านมา นักวิชาการ หรือผู้นำทางการเมือง มักจะไปสนใจ ชี้ไปในเรื่องต่างๆ ที่มิใช่แก่นแกน
แต่เป็นเพียง กาก กระพี้ หรือ เป็นเพียงบางส่วนของปัญหา แล้วมัวกันไปถกเถียงในเรื่องรองเรื่องประกอบ
ที่ทำให้วิกฤติของประชาชนและประเทศชาติ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง ประชาธิปไตยไทยจึงไม่เกิด

คราวนี้ เรามาพิจารณา สภาพความเป็นจริงของสังคมไทย เป็นอย่างไร
ทำไม การแก้วิกฤตของประชาชนและประเทศ ไม่ได้สักที หรือ แก้ได้บางประเด็นบางปัญหาเท่านั้น
เพราะ ความจริง ระบบโครงสร้างของสังคมไทย มีความเหลื่อมล้ำและไม่ชอบธรรม
แต่ถูกโฆษณาป่าวร้องว่า “ เป็นประชาธิปไตย”

แต่นักการเมือง นักวิชาการฯ กลับไปเอา “ ระบบการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง” ที่มีความเหลื่อมล้ำ
มาแก้ไข “ระบบและโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย”
เป็นเสมือนเอาน้ำโคลน น้ำสกปรก เพื่อหวังจะล้างความสกปรก ให้สะอาดบริสุทธิ์ จะเป็นไปได้หรือ
สภาพที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เกี่ยวกับ การจัดตั้งพรรคการเมืองของประชาชน

1) คนจนคนดีคนมีอุดมการณ์ หรือผู้ที่อยากจะแก้วิกฤต สร้างประชาธิปไตย ไม่สามารถตั้งพรรคการเมือง
ที่จะไปสู้ เพื่อชนะการเลือกตั้ง ให้เป็นรัฐบาลได้

2) ผู้ที่มีทุน มีความรู้ความสามารถ มีความรักชาติบ้านเมือง อยากจะเข้ามาแก้วิกฤตของบ้านเมือง
สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองที่ดีของประชาชน มีแนวทาง อุดมการณ์ นโยบาย ฯลฯ ที่ดีและงดงาม
แต่ก็ยากที่จะฝ่าด่าน “วงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้ง”

เพราะ ต้องการเข้าสู่รัฐสภา ด้วยความโปร่งใส ถูกต้องชอบธรรม นำนโยบายที่ดีฯนำเสนอต่อประชาชน
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ ยังขาดคุณภาพ ขาดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง มีระบบอุปถัมภ์ ทุนนิยม บริโภคนิยม , ซึ่งต้องการ “ เงิน ผลตอบแทน หรือสัญญาล่วงหน้า ฯ” ในการไปลงคะแนนเลือกเขา ไปเป็นผู้แทน

3) สำหรับ กลุ่มทุนใหญ่ นักการเมืองเก่า นักเลือกตั้ง ฯ สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้
แต่พรรคการเมืองที่เขาจัดตั้งขึ้น เป็นพรรคการเมืองของชนชั้นนำ หรือ พรรคการเมืองธุรกิจ พรรคเลือกตั้ง
ที่ต้องใช้ “ ทุนมหาศาล สื่อไร้จรรยาบรรณในสังกัด การจัดทำสื่อทุกประเภท ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์

ทั้งการยกย่องเชิดชูตัวและพรรคการเมืองของตน และการกล่าวหาวิจารณ์พรรคการเมืองอื่นๆ หรือรัฐบาล ( กรณีที่เขาเป็นฝ่ายค้าน )การใช้เงิน อำนาจอิทธิพลแทรกแซงข้าราชการ ใช้อิทธิพลกลไกต่างๆ และที่สำคัญ คือการใช้วิธีการที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม” โดยปรัชญาของเขา” ทำทุกวิธี ไม่สนใจถูกต้องชอบธรรมไหม แต่ให้บรรลุผล การเป็น สส. การเป็นรัฐบาล และเมื่อเป็นรัฐบาล ก็เข้าไปถอนทุน 20-30 %

4) ระบบการควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม โดย กกต. ยังขาดแนวทาง วิธีการ ข้อบังคับฯลฯ
ที่จะไปคอยติดตาม ควบคุมพฤติกรรมการหาเสียง การซื้อเสียง การติดสินบน ฯ ได้อย่างครบถ้วน
อีกทั้งกระบวนการยุติธรรม ที่จะมาลงโทษอย่างเด็ดขาด ทันกาล ก็ยังจำกัด ไม่พอที่จะรับมือได้

5) ประชาชนส่วนใหญ่ ยังคงตกอยู่ในกรอบคิด “ ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมตะวันตก “
คือ ด้านหนึ่ง ยังคงคิดและทำตาม กระแสที่ถูกกำหนด โดยนักการเมืองเก่าและนักวิชาการเก่า
อีกด้านหนึ่ง แม้ไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีทางออก หรือ ไม่ระดมความคิดหาทางอก โดยปฏิเสธระบบเก่านี้

6) การเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องของการแข่งขันของกลุ่มทุนใหญ่กลางในแต่ะละฝ่าย เป็นระบบ
“ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก” และ “ปลาใหญ่ปลายักษ์ สู้กัน” ส่วนปลากลางปลาเล็กปลาน้อย เป็นแค่ฉากประดับเวที ดูให้มีสีสัน และข้ออ้างประชาธิปไตยฯ เพราะ

- เรื่องทุน ต้องใช้เงินมหาศาล หลักพันล้าน สื่อโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การเป็นข่าวดังประจำ
- การบริหารจัดการทุกอย่าง โดยเฉพาะ การให้ได้คะแนนเสียงเป็นผู้แทน
- การไม่สุจริตเที่ยงธรรม ตั้งแต่ การซื้อเสียง ซื้อคน ซื้อพรรค แตกพรรค เปลี่ยนพรรค ย้ายพรรค
- กระบวนการควบคุมการเลือกตั้ง ขาดประสิทธิภาพประสิทธิผล ที่จะเอาผิดกับคนพรรคที่ทำผิด
- ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดคุณภาพ ขาดข้อมูลความจริง ต่อพฤตกรรม ความคิด อคติของพรรคต่างๆ

7) ผู้นำรัฐที่มีความตั้งใจดี ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือ มาจากการรัฐประหารยังขาดลักษณะผู้นำระดับรัฐบุรุษ มีวิสัยทัศน์ มีความกล้าหาญ เสียสละ ทำเพื่ออนาคตของบ้านเมือง จึงมักจะคล้อยตามความคิดหรือกรอบคิดเก่า ไม่กล้าปฏิวัติและปฏิรูปการเมืองให้ถึงแก่น ฯ หรือ อาจจะเห็นปัญหาเก่าที่เกิดขึ้น แต่ก็ใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปฯ

เช่น การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ปี 2560 ที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับหนึ่ง ยังไม่ถึงขั้นปฏิรูปอย่างยิ่งจัง เพราะยังกังวล เสียงคัดค้านจากภายในและประเทศตะวันตกอยู่