ชุมศักดิ์ นรารัตน์วงศ์

“ตอนชาวจีนกวางไสอพยพเข้ามา ประชากรจีนที่เบตงมีจำนวนมากแล้ว” วิบูลย์ คงเสรีสมบูรณ์ (ตระกูลหลี) อดีตประธานบำเพ็ญบุญมูลนิธิ อำเภอเบตง ย้อนภาพการหลั่งไหลของชาวจีนกวางไส ซึ่งมาสร้างหลักปักฐานในอำเภอเบตงคราก่อนโน้น

นับตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่อพยพมายังพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งจะอาศัยเรือกลไฟมาขึ้นท่าที่ปีนัง หรือสิงคโปร์ แล้วหางานทำอยู่ในประเทศมาเลเซียก่อนเป็นเบื้องต้น อยู่มาสักระยะหนึ่ง บางคนตัดสินใจอาศัยอยู่ในมาเลเซีย เพราะเวลานั้นมาเลเซียอยู่ใต้อำนาจของอังกฤษซึ่งต้องการแรงงานมาก เพื่อให้เป็นกุลีแบกหามในเหมืองแร่ บุกเบิกป่ารกชัฏทำสวนยาง หรือสร้างชุมชนใหม่ๆ

หากทว่าสำหรับบางคน ยังคงอพยพหางานหรือหาหลักแหล่งตั้งถิ่นฐานไปเรื่อยๆ เนื่องจากการประกอบอาชีพหรือตั้งถิ่นฐานในมาเลเซียมีข้อจำกัดมากมาย เช่นการจะทำสวนปลูกพืชผักอะไรก็ต้องได้รับใบอนุญาตเกี่ยวกับที่ทำกิน หนึ่งในพื้นที่ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของชาวจีนกวางไส คือ “เบตง” ซึ่งชาวจีนทั้ง 5 สำเนียงภาษา คือ ฮกเกี้ยน ไหหลำ แต้จิ๋ว กวางตุ้ง และฮากกา ต่างเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณกลางชุมชนแล้ว เมื่อชาวจีนกวางไสอพยพเข้ามาตามคำชักชวนของญาติมิตรพี่น้องที่มาอยู่อาศัยก่อนแล้ว จึงต้องขยับขยายที่ทำมาหากินและอยู่อาศัยไปอยู่รอบๆ แกนกลางชุมชนซึ่งยังเป็นป่าเขา โดยเฉพาะแถบตำบลยะรม ซึ่งต่อมาแยกตัวเป็นอีกตำบลหนึ่งคือ “ธารน้ำทิพย์”

เวลานั้น พื้นที่รอบนอกของเบตงล้วนเป็นป่าสมบูรณ์อุดมด้วยพรรณไม้เขียวชอุ่มจนชาวจีนกวางไสยุคบุกเบิกอุทานด้วยความดีใจว่า “ไม่อดแล้ว” เริ่มลงมือโค่นป่าหักร้างถางพง ตามคำเชื้อเชิญของรัฐไทยยุคนั้นที่ต้องการบุกเบิกที่ดินแปลงใหม่ แปรป่าให้เป็นเมือง แล้วปลูกพืชผักผลไม้ ข้าวไร่ ข้าวโพด และทำสวนยางพารา พร้อมกับสร้างที่อยู่อาศัยด้วยวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น อาทิ ไม้ไผ่ จนกลายเป็น “บ้านไม้ไผ่” ก่อนที่ต่อมาจะขยับเป็นบ้านเปลือกไม้ที่มั่นคงแข็งแรงขึ้น และกลายเป็นบ้านสมัยใหม่ผสมผสานระหว่างไม้กับเสาซีเมนต์ในที่สุด ส่วนอาหารก็หากินทำกินกันง่ายๆ ด้วยผลิตผลจากพืชไร่ที่ลงแรงหยาดเหงื่อปลูก รวมถึงการเลี้ยง “ไก่พันธุ์” จากเมืองจีน ซึ่งได้มาด้วยการนำไข่ไก่ซุกไว้ในข้าวสาร ก่อนจะมาฟักในเมืองไทยโดยให้ไก่พื้นเมืองทำหน้าที่ฟัก และต่อมามีการผสมพันธุ์กับไก่พื้นเมือง จนกลายเป็น “ไก่เบตง” อันลือชื่อ

“พอเรามาอยู่กันนานขึ้น จึงค่อยๆ สร้างครอบครัวใหม่ ประกอบอาชีพทำการเกษตร เลี้ยงไก่ ประกอบอาหารขาย ต่อมาจึงขยายไปสู่อาชีพอื่นๆ ที่หลากหลายขึ้น” อดุลย์ จิระไพศาลกุล (ตระกูลจาง) นายกบำเพ็ญบุญมูลนิธิอำเภอเบตง รองประธานสมาคมกวางสีแห่งประเทศไทย สะท้อนถึงพัฒนาการทางอาชีพของชาวจีนกวางไส

จากยุคบุกเบิกรุ่นแรกกว่า 100 ปีมาแล้ว ตกทอดมาสู่รุ่น 2 รุ่น 3 และรุ่น 4 ยุคปัจจุบัน เกิดความเปลี่ยนแปลงมากมายในหมู่ชาวจีนกวางไส โดยในเบตง มีสมาคมของชาวจีนกวางไสอยู่ 2 สมาคม คือ “สมาคมบำเพ็ญบุญมูลนิธิ” กับ “สมาคมครองสีสัมพันธ์เบตง” ซึ่งที่มาของการก่อตั้งสมาคมชาวกวางสีทั้ง 2 แห่ง ต่างมีเรื่องเล่าถึงที่ไปที่มาต่างกัน บ้างก็ว่าเป็นเพราะสมัยก่อนการจัดจัดตั้งเป็นสมาคมเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีปัญหากันระหว่าง “จีนคณะชาติ” กับ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ทำให้เกิดความหวาดระแวงกัน แต่บ้างว่าเพราะสมาชิกของทั้ง 2 สมาคม คือขั้วความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน

จะอย่างไรก็ตาม รากของความเป็น “จีนกวางไส” ก็ยังหลอมรวมให้รู้สึกว่าเป็น “พวกเดียวกัน” คอยดูแล ช่วยเหลือกันบ้างตามจังหวะเวลาและโอกาส

ชาวจีนกวางไส ยุคบุกเบิก มักสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ เวลาอยู่บ้านจะใช้ภาษาจีนกวางไส หรือภาษาจีนกลาง สื่อสารกัน แต่เมื่อมีลูกหลาน บางคนจะส่งให้ไปศึกษาที่บ้านเกิดจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักส่งไปเรียนยังโรงเรียนที่นิยมกันในเบตง คือ “จงฝามูลนิธิ” หรือ “วีระราษฎร์ประสาน” จึงเริ่มสื่อสารภาษาไทยกันได้ เมื่อเรียนจบระดับมัธยมศึกษาในพื้นที่ หลายคนเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ทำให้มีความรู้ประสบการณ์หลากหลายขึ้น จากเดิมที่ชาวจีนกวางไสถูกมองว่ายากจน ขาดความรู้ กลับเริ่มสั่งสมบารมี ฐานทุนและเศรษฐกิจ สร้างชื่อเสียงในสังคมวงกว้าง ส่วนที่เติบโตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ความรู้พร้อมแล้ว ตัดสินใจกลับมายังถิ่นกำเนิดเบตง ร่วมสร้างคุณประโยชน์ให้ท้องถิ่น เป็นทั้งนักปกครอง นักธุรกิจ นักทำงานศิลปะ นักกิจกรรม ฯลฯ

ในที่สุด เมื่อฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเงินทุนพร้อม บางคนเริ่มโหยหารากเหง้าตัวเอง พยายามหาทางกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดที่แท้จริงยัง “มณฑลกวางสี” จีนแผ่นดินใหญ่ อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้ง เพื่อพบปะญาติมิตร ไปเคารพสุสานบรรพบุรุษ และท่องเที่ยวไปด้วย

ถึงวันนี้ หนึ่งในต้นทุนที่สร้างชื่อเสียงให้เบตง คือตำรับอาหารของชาวจีนกวางไส โดยเฉพาะ 3 เมนูสำคัญที่สะท้อนความเป็นจีนกวางไสโดยแท้ ประกอบด้วย เคาหยก เต้าหู้ยัดไส้ และไก่เบตง รวมถึงศิลปวัฒนธรรม ประเพณี บางอย่าง ศรัทธาความเชื่อ ซึ่งดำรงสืบทอดอัตลักษณ์ชาวจีนกวางไสในเบตงไว้อย่างเหนียวแน่นในคนรุ่น 1 และ 2 ส่วนทายาทรุ่นใหม่ยุค 3 และ 4 เรื่องราวของความเป็นจีนกวางไส เริ่มถูกกัดกร่อนด้วยสังคมสมัยใหม่ หลายอย่างเริ่มสูญสิ้นเลือนหายไปจากการรับรู้หรือถือปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา อาหารการกิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ศรัทธาความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ

นั่นจึงเป็นที่มาในความตั้งใจของ “ชาวจีนกวางไส” บางคนบางกลุ่ม ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องต้องการกลับมากระตุ้นและสานต่อ “รากเหง้า” ของกลุ่มชนให้คงอยู่ ก่อนที่ทุกอย่างจะสูญสิ้นไปตามกาลเวลา ไม่เหลืออัตลักษณ์ความเป็น “จีนกวาไส” ให้ชื่นชมยินดี