ยังถือเป็นอีกหนึ่ง “วิกฤติ”ที่แรงฤทธิ์พ่นพิษกับโลกของเรา ให้ปั่นป่วนในหลายพื้นที่ จนหลายภาคส่วนต้องวิตกกังวลถึงขนาดก่อกระแสส่งเสียงเพรียกเตือนอยู่เป็นระยะๆ ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต

สำหรับ “วิกฤติสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” หรือ “ภาวะโลกร้อน” ตามที่หลายๆ คนเรียกติดปากกันไปทั่ว

ความร้ายกาจของวิกฤตินี้ ก็ถึงขนาดทำให้ “สหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็น” แตกแขนงหน่วยงานขึ้นมาดำเนินการกันเลยทีเดียว ได้แก่ “การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศโลก” หรือ “ซีโอพี” หรือที่หลายคนเรียกกันสั้นๆ ว่า “ค็อป (COP)” ซึ่งได้ดำเนินการจัดประชุมประจำปีมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2018 (พ.ศ. 2561) นี้ เป็นครั้งที่ 24 แล้ว เรียกว่า “ค็อป24” จัดขึ้นที่เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผลมติในที่ประชุม ก็ตกลงกันว่า จะพยายามดำเนินตามกฎกติกาต่างๆ ของ “ความตกลงปารีส 2015”เพื่อให้บรรลุผล คือ ลดภาวะโลกร้อนให้ได้ตามกำหนดในปี 2020 (พ.ศ. 2563)

การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนของสภาพภูมิอากาศโลก”  ครั้งที่ 24 หรือ “ซีโอพี 24 (COP 24)” ที่เมืองคาโตวีตเซ ประเทศโปแลนด์ เมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บรรดานักสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ยังแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ของวิกฤติทางนิเวศวิทยาข้างต้น เพราะในการรณรงค์เคลื่อนไหวต่างๆ ต้องบอกว่า แทบจะไม่คืบหน้าไปสักเท่าไหร่ในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สวนทางกิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์เรา ที่ส่งผลกระทบด้านลบ กลับทำให้สถานการณ์ของวิกฤติภาวะโลกร้อนเลวร้ายหนักขึ้น

โดยการเปิดเผยใน “รายงานสภาพแวดล้อมโลก” ซึ่งจัดทำโดย “องค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล” หรือ “ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ” ระบุว่า ภาวะโลกร้อนแท้จริงแล้ว สาเหตุก็มาจากมนุษย์เรา และเพราะจากน้ำมือของมนุษย์เราข้างต้น ก็ทำให้ประชากรสัตว์ป่าทั้งหลายลดจำนวนลงเฉลี่ยแล้วถึงร้อยละ 60 นับตั้งแต่ปี 1970 (พ.ศ. 2513) เป็นต้นมา

อย่างเช่นปัญหาภัยแล้งที่เป็นผลจากภาวะโลกร้อนเล่นงาน ก็ไปกระทบกับแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของบรรดาสัตว์ป่า จนไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ เป็นต้น

รายงานสภาพแวดล้อมโลกของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ ยังระบุด้วยว่า จำนวนของสัตว์ป่าที่ลดลงข้างต้น “เท่ากับ” จำนวนประชากรที่เป็นมนุษย์ที่ลดลงในกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ แอฟริกา ยุโรป จีน และโอเชียเนีย ที่ขาดหายรวมกันอันสืบเนื่องจากภาวะโลกร้อน ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่า ภาวะโลกร้อนที่มนุษย์เป็นต้นเหตุนอกจากเป็นพิษกับธรรมชาติแวดล้อม ก็ยังย้อนกลับเป็นภัยต่อมนุษย์เราเองด้วย

เช่นเดียวกับทาง “มูลนิธิยุติธรรมและสิ่งแวดล้อม” หรือ “อีเจเอฟ” ก็ได้ออกมาระบุถึงพิษภัยของภาวะโลกร้อนต่อมนุษย์เราว่า นับตั้งแต่ปี 2008 (พ.ศ.2551) เป็นต้นมา ภัยร้ายจากภาวะโลกร้อน ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “ผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Refugees)” คือ ทำให้มนุษย์ต้องอพยพทิ้งบ้านเรือน หรือที่อยู่เดิมของพวกเขาถึงปีละ 21 ล้านคน หรือคิดเป็นรายวันก็วันละ 59,600 คน หรือนาทีละ 41 คน ในอัตราเฉลี่ยกันแต่ละลำดับ

การอพยพทิ้งฐานในประเทศแห่งหนึ่งของภูมิภาคแอฟริกา อันสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน หรือที่เรียกว่าผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ

“อีเจเอฟ” ยังเปิดเผยด้วยว่า ประชากรโลกหลายล้านคนถูกวิกฤติดังกล่าว บังคับให้ออกจากบ้าน หรือทิ้งถิ่นฐานเดิมของตน เพราะเป็นอุปสรรคต่อพวกเขามิให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มที่สะอาด แหล่งเพาะปลูกพืชที่อาหารให้เจริญเติบโต ซึ่งกลุ่มประเทศยากจนที่สุดบนโลก ถือว่าเป็นแนวหน้าในการเผชิญหน้ากับวิกฤติข้างต้น

ทว่า ทาง “อีเจเอฟ” ก็ยังระบุอีกว่า แม้แต่กลุ่มประเทศร่ำรวยที่ได้ชื่อว่า “พัฒนาแล้ว” ก็อย่าเพิ่งย่ามใจไปกับวิกฤติภาวะโลกร้อน เพราะผจญกับชะตากรรมอย่างแสนสาหัสไม่น้อย เช่น ที่ปัญหาภาวะคลื่นร้อนโจมตีอังกฤษ เหตุไฟป่าบริเวณอาร์กติกเซอร์เคิลจนทางการสวีเดนต้อรอขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ หรือพายุพัดกระหน่ำเมืองชายฝั่งจนพินาศในอิตาลี ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในปีนี้เป็นต้น

ปรากฏการณ์ไฟป่า หนึ่งในภัยธรรมชาติที่สืบเนื่องจากวิกฤติภาวะโลกร้อน

นอกจากนี้ “อีเจเอฟ” ยังได้หยิบกรณีของพายุเฮอริเคน “แคทรินา” พัดถล่มสหรัฐฯ เมื่อทศวรรษก่อน ซึ่งแม้ว่าสหรัฐฯ ได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่รวยที่สุดแห่งยุค แต่เฮอริเคนลูกดังกล่าว ก็ทำให้อเมริกันชนต้องกลายเป็นคนไร้บ้านทันที 8 แสนคน ส่วนอีก 1,830 คน ต้องสังเวยชีวิต พร้อมทำให้ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ถึง 9 หมื่นตารางไมล์ ส่วนความเสียหายก็ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สภาพเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ หลังเผชิญพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา เมื่อปี 2548 ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นนอกจากคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1.8 พันคน ประชาชนอีก 8 แสนคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย

บรรดานักวิเคราะห์ และบรรดากูรู ผู้สันทัดกรณี ได้แสดงทรรศนะเชิงเสนอแนะทิ้งท้ายด้วยว่า ภาวะโลกร้อนถือเป็นโจทย์ใหญ่ท้าทายให้เร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วนจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และปัจเจกชน ต้องร่วมมือกัน ก่อนที่วิกฤติจะหนักสาหัสจนยากเกินเยียวยา