ภาพทหารพม่าสอนพระสงฆ์ยิงปืนและภาพเผามัสยิดและชุมชนโรฮิงจาทำให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนโลกทักท้วงรัฐบาลนางอ่องซาน ซูจี พร้อมตำหนิเธอในฐานะผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแต่ไม่ดำเนินการใดๆที่เป็นการหยุดยั้งทารุณกรรมที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนชนเผ่านี้ต้องอพยพหนีตายเร่ร่อนดุจยิวที่ถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะเดียวกัน มีภาพจากบังคลาเทศ แดนกำเนิดของโรฮิงจา ที่วัดพุทธศาสนาถูกชนผ่านี้เผาทำลายแพร่ออกมาปะทะความเห็นอกเห็นใจชนเผ่านี้จากชาวโลก

ชั่งน้ำหนักระหว่างความเลวร้ายป่าเถื่อนของโรฮิงจากับความโหดร้ายของชาวพุทธเมียนมาร์ต่อโรฮิงจา

ขณะเดียวกัน ผู้อพยพชาวโรฮิงจาเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ไทยถูกชาติตะวันตกแซงก์ชั่นและนำไปเป็นข้ออ้างลดการนำเข้าสินค้าประมงในข้อหาค้ามนุษย์และใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมง

นายพลของไทยคนหนึ่งถูกเปิดโปงว่าค้ามนุษย์ โดยร่วมมือกับมาเฟียโรฮิงจารีดค่าหัวคิวจากผู้อพยพเพื่อเดินทางมาพักพิงในไทยและชาติที่ 3 -4-5 เป็นเงินหัวละกว่า 40,000 บาท

การพบหลุมศพหมู่ในป่าชายแดนภาคใต้ของไทยหลายหลุมศพที่คาดว่าเป็นศพของผู้อพยพโรฮิงจาที่ขัดขืนต่อมาเฟียโรฮิงจาและทหารไทย

ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้คนไทยและนานาชาติสงสารเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของชาวโรฮิงจา

หากได้ศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ของชาวโรฮิงจาแล้ว ก็จะทราบเหตุผลว่าทำไมพม่าถึงไม่ต้องการให้ชาวโรฮิงจาอาศัยในดินแดนของตน

ประวัติศาสตร์หน้าแรกก็คือ สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่า( Anglo-Burmese War) ที่เกิดขึ้นถึง 3 ครั้งก่อนที่อังกฤษจะยึดครองพม่าได้ทั้งประเทศมาเป็นเมืองขึ้น

ชาวโรฮิงจาเป็นชาวมุสลิมในแคว้นเบงกาลี(บังคลาเทศปัจจุบัน) เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังที่อังกฤษส่งมารบกับพม่าจนยึดครองพม่าได้สำเร็จ จึงได้บำเหน็จเป็นดินแดนแคว้นยะไข่( Rakhine State หรือ Arakan)

โรฮิงจาไม่ยอมเป็นพลเมืองพม่าจึงพยายามจะแยกดินแดนยะไข่เป็นชาติอิสระจึงต้องต่อสู้กับทหารพม่าตลอดมา

ประวัติศาสตร์หน้าถัดมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษถูกกองทหารญี่ปุ่นไล่ตีตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทยเข้าพม่า จึงใช้โรฮิงจาเป็นกองกำลังต้านการเคลื่อนทัพ

แต่โรฮิงจากลับใช้อาวุธยุทโธปกรณ์อันทรงอานุภาพที่อังกฤษให้มามารบกับกองกำลังรัฐบาลพม่า

ยึดเอารัฐยะไข่เป็นดินแดนของตน ในรูปแบบรัฐอิสลาม

ช่วงพม่าต่อสู้กับอังกฤษเพื่อเป็นเอกราช โดยมีนายพลอ่อง ซาน บิดาของนางซูจีเป็นผู้นำ

กองกำลังโรฮิงจากลับทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ แทงข้างหลังกองทัพพม่าตลอดเวลา

แม้พม่าจะได้เอกราชคืนมาและนายพลอ่องซาน ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า(ต่อมาถูกลอบสังหาร)

แต่ความเจ็บแค้นที่คนพม่ามีต่อโรฮิงจาหาได้เลือนหายไปไม่

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นางอ่องซาน ซูจี เฉยเมยต่อการเรียกร้องขององค์กรมนุษยชนนานาชาติให้ยับยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงจา

โรฮิงจาถือว่าตนเป็นคนละชาติพันธุ์และศาสนากับพม่า เช่นเดียวกันกับที่พม่าคิดต่อโรฮิงจา

โรฮิงจายังคงทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับชาวพุทธพม่าอย่างโจ่งแจ้งตลอดมา ชาวพุทธพม่าก็ตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นกัน

พุทธพม่าเผามัสยิด มุสลิมโรฮิงจาก็เผาวัดพุทธ ต่างฝ่ายต่างเผากันและฆ่ากันตลอดมา

ภาพที่ทหารพม่าสอนพระสงฆ์ยิงปืนอาจจะไม่ใช่เพื่อไปเข่นฆ่ามุสลิมโรฮิงจาก็ได้ หากแต่เป็นการฝึกไว้ป้องกันตัวและป้องกันวัด

เหมือนกับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของเราที่มีการตั้งกองกำลังอาสาสมัครป้องกันหมู่บ้านจากการก่อความไม่สงบของกองกำลังแบ่งแยกดินแดน

มีปืนไว้ยิงขู่ให้รู้ว่า เข้ามาจะต้องเสี่ยงตายเท่านั้น

ความที่โรฮิงจาเป็นชนกลุ่มน้อย จึงตั้งกองกำลังเพื่อปกป้องดินแดน ที่ต่อมาแปรเป็นกองกำลังก่อการร้ายมูจาฮีดิน ที่เผยแพร่การก่อการร้ายในย่านเอเชียอาคเณย์

นอกจากนี้ยังตั้งเว็บไซต์เผยแพร่การกระทำทารุณของทหารพม่าและชาติที่ไม่ยอมรับผู้อพยพซึ่งรวมถึงไทย

เหตุผลที่ชาติเพื่อนบ้านเอือมระอาโรฮิงจา จนไม่รับผู้อพยพ ล้วนคล้ายคลึงกัน

คือคนพวกนี้หัวแข็ง ชอบเรียกร้อง สร้างความวุ่นวาย ก่อความไม่สงบในค่ายอพยพบ่อยมาก ในไทยนั้น พวกนี้แหกค่ายอพยพหนีออกมาเป็นประจำ

แต่ที่สำคัญที่สุด พวกนี้ยังติดต่อกับขบวนการก่อการร้ายมุสลิมทั้งในอาเซียนและตะวันออกกลาง

มีคำถามว่าทำไมชาติตะวันออกกลางและปากีสถานที่เป็นชาติมุสลิมไม่รับโรฮิงจาไปอยู่

ปากีสถานรับเหมือนกัน แต่รับพวกอาสาสมัครเข้ากองกำลังที่สหรัฐหนุนหลังเข้าไปรบในอัฟกานิสถาน

ซาอุดิอาเรเบียไม่ยอมให้เข้าใกล้ โดยให้เป็นเงินสนับสนุนแทน

มาเลเซีย หรือแม้แต่อินโดนีเซียที่เป็นชาติที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกก็ไม่รับ ด้วยเกรงว่าชนชาตินี้จะไปเพิ่มจำนวนประชากร

เพราะคนพวกนี้ผลิตประชากรเร็วมาก แต่เป็นประชากรคุณภาพต่ำ

แม้แต่บังคลาเทศแหล่งกำเนิดและนับถือศาสนาอิสลามกว่า 88% ของจำนวนประชากร ก็ยังไม่รับกลับ

เพราะชนชาตินี้ ผลิตผลต่ำ เอาไปก็ไปแย่งข้าวคนบังคลาเทศกินมากกว่าจะเพิ่มผลผลิต

วันนี้ ชาวโรฮิงจาก็เลยกลายเป็นชนเร่ร่อน อยู่ดินแดนพม่า ก็ไม่ทำตัวเป็นชนกลุ่มน้อยเหมือนพวกกะเหรี่ยง มอญ ไทยใหญ่

อพยพทางเรือไปเข้าฝั่งที่ไหนเขาก็ไม่ให้เข้า เกรงติดเชื้อก่อความวุ่นวาย

โดยเฉพาะอาจจะมีนักรบมูจาฮิดินแฝงเข้ามาด้วย

กลายเป็นชาวยิวทศวรรษที่ 2010 -2020 หรือยาวกว่านั้น

ถ้าไม่อพยพออกมา ก็จะถูกกองกำลังเมียนมาร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

อพยพออกมาก็ไม่มีใครรับ แม้แต่ชาติตะวันตกที่ชอบอ้างมนุษยธรรม

แล้วจะให้ไปอยู่ที่ไหน ?