เนื่องจากปัจจุบัน มีแนวโน้มความต้องการใช้น้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนลดน้อยลงทุกปี โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก หากไม่วางแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ในอนาคต
"โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล" เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพล และลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ

ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2561-2580) ของรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จาก 12 ปี เป็น 20 ปี โดยการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ รวมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิม

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะช่วยสร้างประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพล และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางที่ใช้น้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา อีกทั้งยังสนับสนุนในด้านการท่องเที่ยวในบริเวณพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำยวม การประมง และการผลิตกระแสไฟฟ้า

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายวิชาการ กล่าวถึงการดำเนิน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล”ว่า ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้มีการศึกษาทบทวนความเหมาะสม และผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วเสร็จ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดของโครงการ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สำหรับแนวทางในการดำเนินโครงการ คือ การผันน้ำจากแม่น้ำยวมลงเขื่อนภูมิพล

กล่าวคือ ผันน้ำจากแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำสาละวิน โดยแม่น้ำยวมมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝน และไหลออกนอกประเทศลงสู่แม่น้ำเมย โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ในปริมาณ 1,795 ล้านลูกบาศก์เมตร มากักเก็บไว้ในเขื่อนภูมิพล ที่จากสถิติยังขาดอยู่ประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ด้วยการสร้างเขื่อนน้ำยวมที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อกักเก็บน้ำให้ได้ประมาณ 68.74 ล้านลูกบาศก์เมตร ลำเลียงน้ำผ่านสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา ก่อนส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำไปยังเขื่อนภูมิพล ความยาว 61.52 กิโลเมตร ในอัตรา 182.52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลอดผ่านภูเขาสูงจากทิศเหนือของ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ไปถึงบริเวณปากทางออกบริเวณห้วยแม่งูด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และปล่อยน้ำไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลบริเวณทะเลสาบดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำได้ประมาณ 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถสร้างประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพล และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางที่ใช้น้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งเฉลี่ยปีละ 1.6 ล้านไร่ รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ใช้น้ำจากเขื่อนภูมิพลเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา เฉลี่ย 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละ 417 ล้านหน่วย อีกทั้งยังสนับสนุนในด้านการท่องเที่ยวบริเวณพื้นที่ที่จะมีการสร้างเขื่อนน้ำยวม และสร้างอาชีพด้านการประมงอีกด้วย

“แม้การดำเนินโครงการดังกล่าว จะใช้เงินลงทุนที่สูงถึง 71,110 ล้านบาท แต่ส่งผลตอบแทนด้านความมั่นคงของทรัพยากรน้ำแก่ประเทศ มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ในระยะยาว โดยคาดว่า จะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2569”

นายเฉลิมเกียรติ กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม กรมชลประทาน ได้มีการวางแผนการบริหารจัดน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 50-60 % จากความจุน้ำ ถ้ามีการวางแผนการใช้น้ำตามความเหมาะสม จะไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน แม้บางพื้นที่ อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำน้อย ต้องมีการทำความเข้าใจกับเกษตรกร ร่วมวางแผนการใช้น้ำให้เพียงพอ อาจลดการทำนาปรัง และปรับเปลี่ยนปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่โดยภาพรวมไม่น่าเป็นห่วง เพราะที่ผ่านมา ได้เก็บกักน้ำสำรองไว้ในแก้มลิงต่างๆ นำมาจัดสรรให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนได้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง