แสงไทย เค้าภูไทย

ดอกเบี้ยเฟดขึ้นอีก 25 จุุดพื้นฐาน สะเทือนสะท้านไปทั่วโลก ทรัมป์ผวาเศรษฐกิจถดถอยปีหน้า เดือดจัดอยากปลดประธานเฟด ด้านไทยดอกเบี้ยนโยบายขึ้น 0.25% เช่นกัน หวังฟันด์โฟลว์เข้าตลาดบอนด์ รัฐสบายใจสร้างหนี้ได้สะดวกขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งลดภาษีหลายด้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง (Fed) ขึ้นมาแล้วถึง 3 ครั้งรวม 75 จุดพื้นฐาน (basis points)เท่ากับเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการและเพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ชาวอเมริกันอีก 0.75%

แต่เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งรวมแล้วปีนี้ขึ้นถึง 1% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันเป็น 2.50%

นับถอยหลังไป ช่วงปี 2007-2009 เฟดต้องลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0% เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยสหรัฐใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) ผ่อนคลายเชิงปริมาณทางการเงิน โดยพิมพ์ธนบัตรอัดเข้าระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้อพันธบัตร

ผลคือธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทห้างร้าน พากันออกพันธบัตรขายรัฐบาลจนท่วมตลาด รัฐก็รับซื้อเต็มวงเงินโดยไม่มีดอกเบี้ย

ทำให้ เกิดภาวะฟองสบู่ “Easy Moneyเงินทุนราคาถูก” หมุนเวียนไปทั่วประเทศ

ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ ( Great Recession) ที่เคยเกิดในลักษณะ Great Depression ดังในภาพยนต์ใบ้ของชาร์ลี แชปลิน บรรยายถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุดในโลกที่ทำให้มีคนโดดตึกบนถนนวอลสทรีตตายกันทุกวัน เริ่มคลี่คลาย

จนเมื่อฟื้นตัวดีแล้ว เฟดก็หยุดมาตรการ QE และเริ่มขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปทีละ 0.25% จนมาถึงวันนี้ 2.50%

แต่ทรัมป์ยังเห็นว่า มาตรการดอกเบี้ยต่ำควรอยู่ต่อ เพราะเขาต้องการลดต้นทุนด้านเงินทุนหรือสินเชื่อหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ

และต้องการให้ค่าดอลลาร์อ่อนเพื่อผลจากการส่งออก

เพราะสหรัฐยังขาดดุลการค้าขนานใหญ่เช่นเดิม ขณะที่ยุโรปฟื้นตัว และเริ่มเลิก QE ทั้งนี้ทั้ง 2 ฝั่งทวีป มีสภาพเป็นปฎิภาคกันเสมอ

แต่มาวันนี้มีจีนมาเป็นเส้าที่สามที่ทรงพลัง เพราะเป็นชาติส่งออกมากที่สุดในโลก แทรกกลางระหว่างสหรัฐกับยุโรป

สหรัฐกำลังทำสงครามการค้ากับจีน การขึ้นดอกเบี้ย แม้จะสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ก็ทำให้ดอลลาร์แข็ง

เช่นเดียวกันกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่ค่าบาทจะแข็งขึ้น คาดว่าปี 2562 บาทจะแข็งค่าไปถึง 30.7 บาท/ดอลลาร์สรอ.จากที่อ่อนค่า 0.3% ปีที่กำลังหมดไป

แม้จะดีที่เงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดบอนด์ทำให้รัฐบาลและวิสาหกิจเอกชนสามารถออกพันธบัตรและหุ้นกู้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กิจการได้มากขึ้น

แต่ในทางตรงกันข้าม ค่าเงินแข็ง จะทำให้การนำเข้าสินค้าแพงขึ้น เช่นเดียวกับการส่งออก ที่บาทแข็งทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นในรูปของดอลลาร์

สงครามการค้าที่มีสงครามการเงิน (Currency War)เป็นตัวควบ ยังผลให้เมื่อกลางปีธนาคารกลางจีนถึงกับต้องลดค่าเงินหยวน 7% เพื่อตอบโต้ดอลลาร์สรอ.ที่อ่อนค่าและอัตราภาษีศุลกากรที่ทรัมป์ขึ้นกับสินค้านำเข้าจากจีน 10%

สินค้าเหล็กและอะลูมีเนียม พลอยโดนภาษีอัตรา 10%เดียวกันนี้ด้วย

แต่วันนี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ย ค่าดอลลาร์แข็ง ส่งผลกระทบต่อสงครามเงินตรา ทำให้หยวนมีโอกาสโงหัวขึ้นได้

เท่านั้นยังไม่พอปีหน้า เพาเวลยังบอกว่าอาจจะขึ้นอีก 2 ครั้ง

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ีทรัมป์ถึงกับปรารภกับบรรดาสมาชิกสภาคองเกรสว่า อยากไล่ประธานเฟดออกจากตำแหน่ง เมื่อไม่กี่วันก่อน

ก่อนหน้านี้ ขึ้นดอกเบี้ยมา 3 ครั้ง ทรัมป์ก็บ่นทุกครั้ง จนกลายเป็นไล่ออกเพาเวลอยู่ในใจหัวเดือนท้ายเดือนมาแต่ตุลาคม

ครั้งนี้เหลืออด ถึงกับโพล่งออกมาว่า เฟดเป็นพวก crazy “งี่เง่า” อยูู่นอกเหนือการควบคุม จนเป็นพิษภัยต่อเศรษฐกิจยิ่งกว่าจีน

สำหรับดอกเบี้ยของไทย ดองอัตรา 1.50% มา 27 เดือน ซึ่งดูจะไม่เป็นผลดีนัก เพราะบาทไม่เป็นไปตามทิศทางการเงินโลกที่เป็นช่วงขาขึ้นของดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไม่สามารถคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยในอนาคตได้ ทำให้การวางแผนการเงินต้องทำเป็นระยะสั้นๆ

แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็มีผลกระทบไม่น้อย เพราะเงินกู้หรือการสร้างหนี้ของรัฐบาลนั้น ทำผ่านตลาดบอนด์

รัฐบาลมีหนี้ 6.7 ล้านล้านบาท เมื่อขึ้นอัตราดอกบเบี้ย 0.25% รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 16,750 ล้านบาทต่อปี

กระเทือนไปหมด ทั้งรัฐบาลทรัมป์ รัฐบาลไทย ยูโรโซนที่เพิ่งเลิกมาตรการ QE และญี่ปุ่นที่ยังเลิกไม่ลง

เฉพาะตัวทรัมป์นั้น ธุรกิจของเขาที่ใช้สินเชื่อหมุนเวียน 340 ล้านดอลลาร์อัตราดอกเบี้ยลอยตัวนั้น ขึ้นดอกเบี้ยคราวที่แล้วต้องจ่ายเพิ่มปีละ 5 ล้านดอลลาร์ คราวนี้อีกปีละ 6 ล้านดอลลาร์

แล้วจะไม่หัวร้อนเอากับเพาเวลได้ยังไง

อีกด้าน วันขึ้นดอกเบี้ยนั้น ดัชนีหุ้นตลาดนิวยอร์ก 3 ตลาด ตกรูดต่ำสุดในรอบ 10 ปี

ส่งผลทางจิตวิทยาไปยังดัชนีหุ้นทั่วโลกรวมถึง SET Index ของไทย

ผลกระทบจะยาวไปจนถึงปีหน้า

ขึ้นดอกเบี้ยมาดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาวฉะนี้