จะขอสรุปประเด็นสำคัญ ในเรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย และเหตุปัจจัยที่นำมากล่าวอ้าง

ทำความเข้าใจ ‘ความเหลื่อมล้ำ’

จากเพจของศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม (CRISP) คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

1) เครดิตสวิส (Credit Suisse) เผยแพร่รายงานความมั่งคั่งโลก ประจำปี 2018
จนเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก
แต่เพจดังในเฟซบุ๊กและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแย้งว่าไม่จริง

2) รายงานของเครดิตสวิส ใช้ค่าดัชนีจีนี ‘ด้านความมั่งคั่ง’
ส่วนดัชนีจีนีที่เพจดังและสภาพัฒน์ฯ อ้างถึงนั้น ยกเฉพาะดัชนีจีนี 'ด้านรายได้'

3) ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งนั้นแตกต่างกัน
เนื่องจากความเหลื่อมล้ำด้านแรกนั้นวัดจากการกระจายรายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ
ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านหลังเกิดจากการสะสมทรัพย์สินซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นตามกาลเวลา
เหตุนี้ ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งมักสูงกว่าเสมอ และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากรัฐไม่มีมาตรการใดๆ เพื่อชะลอความเหลื่อมล้ำด้านนี้ เช่น ไม่มีการเก็บภาษีที่ดินหรือภาษีมรดก ฯ ลฯ

4) ‘ตัวเลข’ “ไม้บรรทัดทางเศรษฐศาสตร์นั้นมิได้เที่ยงตรง” เทียบกับ “การชั่งตวงวัดทางวิทยาศาสตร์”
เพราะไม่ว่าจะเป็นการวัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนความเหลื่อมล้ำ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นภายใต้ข้อสมมติ หรือข้อจำกัดบางประการด้วยกันทั้งสิ้น

5) การจัดทำดัชนีจีนีในกรณีของไทยนั้น ใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างราว 52,000 ครัวเรือนนี้
อาจให้ภาพที่ไม่ครบถ้วน และทำให้ความเหลื่อมล้ำตามรายงานนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง
การฉายภาพความเหลื่อมล้ำทางรายได้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลอื่น ๆ เช่น ข้อมูลการเสียภาษีเงินได้ ฯลฯ

ดังนั้น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่แท้จริงนั้นอาจสูงกว่าตามรายงานของสภาพัฒน์ฯ มาก
หรือ อาจจะน้อยกว่าฯก็ได้ เพราะมีข้อมูลส่วนใหญ่ มาจาก “ ในระบบ “ ยังขาดส่วน”นอกระบบ”

6) ไทยไม่มีการเก็บข้อมูลในการทำการศึกษาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองทรัพย์สินได้ดีเพียงพอ หรือหากมีการเก็บข้อมูลก็ไม่มีการเปิดเผยอย่างเพียงพอ

7) สภาพัฒน์ฯที่รับผิดชอบ ควรหาวิธีการจัดเก็บข้อมูลมาเปรียบเทียบเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชน

8) ความเหลื่อมล้ำที่วัดไม่ได้
ความเหลื่อมล้ำทางรายได้หรือความมั่งคั่งเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจซึ่งอาจวัดค่าได้
แต่เราต้องไม่ลืมว่า ไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอีกหลายด้านที่อาจจะวัดได้ยากกว่าหรือวัดไม่ได้เลย
ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร
ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส ตลอดจนกระทั่งความเหลื่อมล้ำทางการเมือง
แต่ความจริงเป็นอย่างไร ท่านเรา เขาเธอ ลองพิจารณา ข้อสังเกต ดังต่อไปนี้ ( รวบรวมมาฯ )

1. สถาบันและหน่วยงานทั้งทางการ ธุรกิจ เอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน ฯลฯ
มีหลักการ แนวทาง กรอบคิด วิธีการ และความสมบูรณ์ถูกต้อง ครบถ้วน แตกต่างกันฯ
บางส่วน เป็นหน่วยงานปฏิบัติ บางหน่วยงานเป็นผู้วิจารณ์ หรือทำวิจัย
บางส่วนอิสระ เช่น สถาบันวิจัยและวิชาการรของมหาวิทยาลัย เอกชน ภาคประชาชน ฯ
บางส่วนมีสังกัด มีหน้าที่ความรับผิดชอบ การขึ้นต่อหน่วยงานระดับบน เช่น ราชการฯ
แต่ทั้งหมด รับกรอบคิด หลักการ และ วิธีการฯ มาจากสำนักฯหรือหน่วยงานต่างประเทศ
ซึ่งด้านหนึ่ง อาจจะมีความจำเป็น เพราะ ต้องการให้มีการยอมรับเชื่อถือ
แต่ที่สำคัญ อันเป็นหัวใจ จะต้องนำมาปรับประยุกต์ให้ใช้ได้จริงกับสภาพสังคมไทย

2. นักวิชาการ สื่อ นักการเมือง ฯ ที่มักนำเรื่องเหล่านี้ มากล่าว ค่อนข้างเห็นต่างกับรัฐบาล

บางคนมีความปรารถนาดี บางมีอคติ ส่วนสื่อ มักจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่มทุนการเมืองฯ
ทัศนคติที่จะมองได้สองมุม คือ ยอดดี หรือยอดแย่ จากผู้ที่ได้รับความเห็น ประชาชนกลุ่มต่างๆ
เพราะ มักจะเอาความไม่พอใจไม่ถูกใจนำ และมีลักษณะ เชิงลบต่อ “ ความรวย นายทุน รัฐบาลฯ “
ซึ่งความจริง “ ความรวย นายทุน รัฐบาลฯ “ มิใช่ตัวคำตอบโดยตรง แต่อยู่ที่
ที่มา วิธีการ ความถูกต้อง ชอบธรรม และนำไปใช้ หรือ ทำเพื่อใคร มากกว่า

3. คนพูด กลุ่มคนพูด นำไปเผยแพร่ เป็นใคร เมื่อไหร ใครได้ ใครเสีย

1) เป็นใคร ? ส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ นักวิชาการ นักการเมือง สื่อของนายทุนการเมือง
ที่จะกล่าวถึง ต่อ รัฐบาล ที่มาจากฝ่ายหรือฝั่งตรงกันข้ามกับตน หรือมาจากการรัฐประหาร
2) เมื่อไหร ? ส่วนที่มีการกล่าวมาก คือ ช่วงของการเลือกตั้ง หรืออภิปราย เพื่อลดความน่าเชื่อถือ
3) ใครได้ ? นักการเมือง นักวิชาการ กลุ่มทุน ฯ ที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลนั้นๆ
4) ใครเสีย ? ตัวเสียจริง คือ ประชาชนที่เข้าใจคลาดเคลื่อน จะเสียความรู้สึก และเกิดความชิงชัง
แต่ที่สำคัญ คือ ประเทศชาติ ที่จะทำให้ถูกมองในด้านลบ จากนักลงทุนฯ และต่างประเทศ

4. เรื่องการวัดความเหลื่อมล้ำนี้ มีที่มาจากหลายฝ่าย ทั้งเอกชนต่างประเทศและในประเทศ
แต่ที่เป็นสถาบันระดับโลกและภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย ที่มีข้อมูลและความน่าเชื่อถือมากกว่า
ที่สำคัญ การรายงานอย่างตรงไปตรงมา และมีอคติน้อยกว่า จะมีฐานข้อมูล หลักการและวิธีวัดที่ดีกว่า
และส่วนนี้ จะให้ข้อมูล เรื่องความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย อยู่ในระดับกลางๆ และค่อนข้างดีกว่า

5. ตัวเลขเรื่องความเหลื่อมล้ำที่ถูกนำเสนอ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความเป็นจริง แต่มีความจริงอีกมาก
ซึ่งแล้วแต่แนวคิด หลักการ วิธีการ ที่สถาบันต่างๆ นำมาใช้ นำมาคิดและนำมาเสนอ
โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะแก้วิกฤตและปัญหาในเรื่อง ความไม่เสมอภาคเป็นธรรม ความเป็นมนุษย์
แต่ความจริงอีกมาก ที่ยังหาไม่ได้ หรือ หายากมาก คือ “ ความจริงที่ไม่ได้บอก ไม่ได้ถูกนำมาใช้ “
1) เศรษฐกิจในระบบ และเศรษฐกิจนอกระบบ โดยเฉพาะตัวหลังนี้ มีตัวเลขสูงกว่า มากกว่ามากฯ
2) มีการปกปิดข้อมูล จากทุกฝ่าย ทั้งมหาเศรษฐีใหญ่กลางน้อย นักธุรกิจการเมือง คนชั้นกลาง
แม้แต่คนจน ก็มีปัญหาเหมือนกัน ซึ่งส่วนใหญ่ ให้ “ ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริง “ เพื่อ
- ลดการเสียภาษี ปิดบังรายได้จริงที่ได้มา ( ถูกหรือผิดกฎหมาย ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมฯ )
- เพื่อให้ได้สิทธิ จากรัฐ และหรือ รัฐบาล เช่น จำนวนคนจน คนมีรายได้ต่ำ ที่รัฐจักสนับสนุน

6. สภาพความเป็นที่ปรากฏแก่สายตา ในชีวิตประจำวัน ในสังคม(ไทย )
และการมองการเห็น ชีวิตความเป็นอยู่ เทียบกับอีกหลายประเทศ
ประเทศไทย ประชาชนไทย ยังอยู่ได้อย่างพอสมควร
และดีกว่า ประชาชน และประเทศต่างๆมากมาย ทั้งในอาเซียน เอเชีย อัฟริกา และทวีปอื่นๆ

โดยสรุป เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม ในสังคมไทย มีอยู่จริงและมีมากมายหลายด้าน

ด้านหนึ่ง ควรที่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จะต้องมีการเสริมขยายหน่วยงานที่มีอยู่เดิม
ให้มีวิสัยทัศน์ กรอบคิด หลักการ แนวทาง วิธีการ ตลอดจนความรู้ความสามารถ ประสบการณ์
และความพร้อม ที่จะทำหน้าที่ “ หาค่าความเหลื่อมล้ำที่เป็นจริง หรือ ใกล้เคียงออกมาให้ได้

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ ที่ตกอยู่บนบ่าสองข้างประเทศไทย คือ ฝ่ายการเมืองฯ ที่มีหน้าในการแก้ไขปรับปรุงให้ “ระบบ โครงสร้าง สังคมไทยในทุกมิติ “ มีความเสมอภาคเป็นธรรม ขณะเดียวกัน ต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ “ ประชาชนมีคุณภาพ “ ที่สามารถสร้างรายได้ และป้องกันมิให้ใครผู้ใด ไม่ว่า เป็นฝ่ายการเมือง ข้าราชการ ตำรวจ กองทัพ ระบอบยุติธรรม นายทุนธุกิจแลประชาชนมาสร้างและฉกฉวยความเหลื่อมล้ำไปได้