เมื่อห้าปีก่อน สังคมไทยแก้ปัญหา “ข้อขัดแย้งทางสังคม” ที่มีปรากฏการณ์ไปทางความรุนแรง โดยยอมรับการรัฐประหารเพื่อหวังว่าจะยุติความรุนแรงได้ พร้อม ๆ กับตั้งความหวังว่าได้ยากแสนยาก จทำะเกิดการปฏิรูปสังคมไทยขึ้นได้ด้วย

แต่บัดนี้ก็ได้พิสูจน์กันแล้วว่า การปฏิรูปสังคมนั้นทำได้ยาก เพราะผู้คนทั่ว ๆ ไปยังไม่เข้าใจว่า “การปฏิรูปสังคม” นั้นแก่นแท้คือการเปลี่ยนแปลงระบบคิดของคน ผู้คนจึงฝากความหวังไว้กับ “พระเอกขี่ม้าขาว” มาแก้ปัญหาให้ “คนทั้งสังคม”

แต่การปฏิรูปสังคมจะต้องเปลี่ยนแปลง “ระบบคิด” ของคนส่วนใหญ่เสียก่อนจึงจะสำเร็จ ซึ่งการจะเปลี่ยนระบบคิดของคนส่วนใหญ่นั้น เป็นเรื่องทำสำเร็จได้ยาก

“การยากอย่าคิดง่าย” เรื่องที่ยากนักยากหนา คือการเปลี่ยนแปลง “ระบบคิด” ของคน

การจะทำให้ผู้คนยอมรับความคิดใหม่ และความคิดดีงาม ที่มันสวนทางกับกิเลสตัณหา ความเห็นแก่ตัวอันเป็นสัณชาติญาณธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดนั้น มันทำสำเร็จได้ยาก

การจะทำให้ผู้คนเปลี่ยนความคิด จากที่เคยถูกยัดเยียดจากระบบที่ครอบงำสังคมอยู่ มันทำยาก พูดให้เป็นรูปธรรมก็คือ ขณะนี้ “ความคิดระบบทุนนิยม” ครอบงำทั้งโลกอยู่ สื่อเกือบทุกชนิด ยัดเยียดความคิด “บริโภคนิยม” ความคิด “เสพสุขจากวัตถุ” ความคิด “แก่งแย่งแข่งขัน” ความคิด “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” ความคิด “อำนาจนิยม” ฯลฯ ไว้จนแน่นสมองของคนส่วนใหญ่ มันเปลี่ยนแปลงยาก

แม้ว่าระบบความคิดดังกล่าวข้างต้น จะเป็นภัยต่อตัวชนชั้นล่างเอง เป็นภัยต่อสังคมโดยองค์รวม แต่ชนชั้นล่างเองก็ยังยากที่จะปรับเปลี่ยน จึงไม่ต้องหวังว่าชนชั้นปกครองจะเปลี่ยนความคิดได้ง่ายๆ

คนเกือบทั้งโลก เป็น “ทาส” ทางระบบคิดของ “ทุนนิยม” ทั้งชนชั้นปกครอง , พลเมืองส่วนใหญ่ รวมทั้ง นักกิจกรรมต่อต้านทุนนิยมเองด้วย ต่างก็มักจะหลีกไม่พ้นที่จะตกเป็นทาสของระบบคิดทุนนิยม เพียงแต่มีระดับมากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง

อย่าทำตัวแบบ “ทหารแตกทัพที่วิ่งหนีห้าสิบเก้า หัวเราะเยาะเย้ยทหารแตกทัพที่วิ่งหนีไปถึงร้อยก้าว” กันเลย “การยาก” มันยากแสนสาหัส อย่าพึง “แล่นเร่งด่วน” นัก “ถนนอุดมคติ” มันยาวหลายชั่วอายุคน แล่นเร่งด่วนนัก จะหมดกำลังกาย กำลังใจเสียก่อน

“งาน” เพื่อสร้างสังคมในอุดมคตินั้น มันละเอียดละออ ทำให้

ใคร ๆก็กล่าวถึงสังคมที่ดีงามในอุดมคติกันได้ทุกคน

แต่การจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้สังคม “ดึ้ขึ้น” แม้เพียงนิดหน่อยจริงนั้น “แสนยาก”

ดังนั้น ผู้ที่มีความฝันใฝ่ที่ดีงาม หวังจะพัฒนาสังคมให้มีความดีตามอุดมคติควรจะสามัคคีกัน ร่วมด้วยช่วยกัน

แม้ระดับเป้าหมายของความฝันนั้นจะมีระดับแตกต่างกันบ้าง ก็ควรจะรวมตัวกัน สร้างพลังกดดันพลังต่อรองในการผลักดันสร้างสิ่งดีงามให้สังคม ดีกว่าจะอยู่กันอย่างต่างคนต่างทำ

โดยเริ่มต้นต้องช่วยกันทำให้มีผู้คนเห็นด้วยสนับสนุนแนวคิดของเราให้ได้มากที่สุดก่อน