ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

พูดถึง เรื่องความเหลื่อมล้ำที่สุดในโลก ที่ประเทศไทย ได้ถูกกล่าวหาจากคนไทยคนส่วนใหญ่

แม้จะเป็นการอ้างอิงข้อมูลบางสถาบันบางด้าน ที่มีอคติ อวิชชานำ หรือมีเป้าหมายทางการเมืองฯ

แต่อีกด้านหนึ่ง ได้ทำให้ ผู้คนในหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ นักวิชาการที่สัตย์ซื่อและมีจรรยาบรรณ

ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือมุมมองอีกด้านหนึ่ง ( ซึ่งควรจะมีการชี้แจงกันต่อไป )

ซึ่งทำให้ ประชาชนที่สนใจติดตาม เกิดความเข้าใจ สภาพความเป็นจริงของสังคมไทยมากขึ้น

แต่ความจริงเรื่องความเหลื่อมล้ำ มีหลักการ แนวทาง วิธีการวัด ที่ใช้การอ้างอิงหลากหลาย

ฉะนั้น ควรที่หน่วยงานที่รับผิดชอบของไทย เช่น สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศ สำนักสถิติแห่งชาติ

และสถาบันเชิงวิชาการและมหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องร่วมมือกัน แสวงหา “ค่าความเหลื่อมล้ำที่เป็นจริง “

เรามาติดตามต่อ จาก นักวิชาการที่ได้รับการยอมรับจากสังคมสูง อีกท่านหนึ่ง

@ ไทยเหลื่อมล้ำสุดในโลก? : ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

ข่าวเรื่องประเทศไทยถูกจัดอันดับว่ามีความเหลื่อมล้ำอันดับ 1 ของโลกนั้น

น่าตื่นเต้นและสมกับความสงสัยสำหรับคนบางกลุ่ม

แต่สำหรับตัวผู้เขียนแล้วรู้สึกฉงน เพราะได้เห็นหลายสังคมที่น่าจะมีความเหลื่อมล้ำกว่าไทย

ความจริงเป็นอย่างไรต้องติดตามค้นหากัน

1. สังคมไทยนั้นมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคืออะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับสังคมของตนแล้ว ดูจะชอบสะใจ

แชร์กันทั่วในโลกโซเชียล ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่ามันถูกต้องแค่ไหน และมีขอบเขตของการตีความอย่างไร

มีหลายตัวอย่างที่ขอยกมา

1) “เด็กไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด” ได้ยินมาหลายปีแล้ว และก็ยังมีคนชอบอ้างกันให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

คำพูดนี้ขบขัน มิใช่ที่เด็กแต่ที่คนพูด เพราะหากใช้สมองสักนิดก็จะเห็นว่าไม่เป็นความจริง

เพราะแค่อ่านเบอร์รถเมล์ ป้ายร้านค้า ฯลฯ รวมกันปีหนึ่งก็เกินร้อยบรรทัดแล้ว

การอ่านมันรวมไปถึงการอ่านสมาร์ทโฟนอ่านบนจอโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา ป้ายกระป๋อง คำสั่งบนเกมส์ ฯลฯ ไม่ได้แต่อ่านหนังสือดังที่เราเคยเข้าใจกัน เด็กปัจจุบันวันหนึ่งอ่านกันเป็นสิบๆหน้าบนจอสมาร์ทโฟน เพียงแต่อ่านอะไร เป็นประโยชน์หรือไม่เท่านั้น

(2) “การศึกษาไทยแย่สุดในอาเซียน” คนที่เดินทางไปประเทศอาเซียนแค่เพื่อนบ้านเรา ก็เห็นสภาพโรงเรียนว่าต้องพัฒนาอีกมากเพียงใด เราชอบเอาความรู้สึกมันส์มาพูดกันโดยไม่ดูข้อเท็จจริง
การศึกษาไทยมีสภาพน่าเป็นห่วงมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแย่สุดในอาเซียน

การแย่มากๆ กับการแย่กว่าคนอื่นนั้นมันคนละมิติกัน

คนร่างกายอ่อนแอมาก มิได้หมายความว่าอ่อนแอที่สุด

การจะบอกว่าอ่อนแอที่สุดได้ต้องเอาสุขภาพของคนอื่นๆ ทุกคนมาเทียบแล้วจึงจะบอกได้ว่าอ่อนแอที่สุด

(3) “ประเทศไทยมีอัตราอุบัติเหตุสูงอันดับ 2 ของโลก” สถิติของ World Health Organization: WHO
ปีล่าสุด คือ 2013 ที่มีข้อมูลของหลายประเทศระบุว่า อัตราคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนต่อจำนวนรถยนต์ 100,000 คันนั้น ไทย 74.6/ เมียนมา 250.8/ ฟิลิปปินส์ 135/ บังคลาเทศ 1,020/ แองโกลา 992/

อาฟกานิสถาน 722/ โซมาเลีย 4,480/ อูกานดา 837/ มาดากัสการ์ 2,963/ แซมเบีย 670.9 ฯลฯ

ถึงตัวเลขจะเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าพิจารณาลึกๆ แล้วก็ไม่ค่อยบอกอะไรเช่น

ประเทศ ก.,ข. มีจำนวนรถกัน จำนวนคนตายก็เท่ากันในปีหนึ่ง แต่รถในประเทศ ก.ออกมาวิ่งแค่ครึ่งเดียว

กรณีนี้ถึงมีจำนวนตัวเลขคนตายต่อรถเท่ากัน ก็มิได้หมายความว่ามีสถานการณ์ความอันตรายเหมือนกัน แท้จริงแล้วประเทศ ก.อันตรายกว่ามาก

หากจะให้แม่นยำต้องดูจำนวนคนตายต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตรของการเดินทางของรถทั้งหมด

ตัวเลขต่างๆ มีขอบเขตของการตีความที่ต้องระวัง (“พ่อครับผมวิ่งแข่งได้อันดับสองครับ” พ่อฟังแล้วปลื้ม โดยหารู้ไม่ว่ามีคนลงวิ่งแข่งสองคน) ทุกตัวเลขที่ได้ยินต้องระวังทั้งนั้น

2. คราวนี้ขอกลับมาเรื่องไทยเหลื่อมสุดๆของโลก ดร.ดนุชา พิชยนันทน์ รองเลขาธิสภาพัฒน์

ชี้แจงกรณี The Credit Suisse Global Wealth Report 2018 จัดอันดับให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลกว่า

1) เป็นเพราะวัดจากการกระจายความมั่งคั่ง(wealth distribution)

โดยใช้ข้อมูลการถือครองความมั่งคั่ง ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 35 ประเทศจาก 133 ประเทศที่มีข้อมูลสมบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วเช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สวีเดน เกาหลีใต้ สิงคโปร์
แต่ไทยยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว

ดังนั้นผู้จัดทำจึงได้ใช้ข้อมูลการกระจายรายได้ของไทยซึ่งเป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2549 มาคำนวณแทน

การถือครองความมั่งคั่งและใช้การประมาณการทางเศรษฐมิติคำนวณออกมาบนสมมติฐานว่า

การกระจายความมั่งคั่งสัมพันธ์กับการกระจายรายได้ ทำให้เป็นการประมาณการอย่างหยาบ ซึ่งในรายงานก็ระบุข้อนี้ไว้ชัดเจน ดังนั้น จึงไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

2) ผู้เขียนขอเน้นว่า เขาใช้การกระจายความมั่งคั่งเป็นตัววัดความเหลื่อมล้ำ

แต่เมื่อไม่มีข้อมูล เขาก็ไปเอาการกระจายรายได้มาใช้แทน(รายได้กับความมั่งคั่งเป็นคนละเรื่อง :

รายได้เปรียบเสมือนอัตราการไหลของน้ำต่อหน่วยเวลา แต่ความมั่งคั่ง คือ ปริมาณน้ำที่มีในถัง)

และทำอย่างเดียวกันกับอีก 100 ประเทศโดยใช้โมเดลทางสถิติและออกมาว่า ไทยเป็นอันดับ 1

ใครเชื่อว่าน่าเชื่อถือก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับผู้เขียนนั้นมีความเชื่อถือน้อยเพราะหากจะใกล้เคียงความจริงบ้าง อีก 100 ประเทศก็ต้องเป็นเช่นเดียวกับไทยตามที่เขาสมมติคือ

รายได้กระจายไม่เท่าเทียมอย่างไร ความมั่งคั่งก็ต้องเป็นเช่นนั้นและมีการเก็บข้อมูลที่ดีด้วย

3) อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ได้ติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยมา

ตั้งแต่ปี 2531 โดยเก็บข้อมูลการวัดตามมาตรฐานธนาคารโลกผ่านดัชนีค่าสัมประสิทธิ์ความเหลื่อมล้ำหรือ GINI coefficient Index ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลใช้วัดกับประเทศทั่วโลกโดยมีค่าระหว่าง 0-1
ยิ่งมีค่าระดับต่ำมากจะแสดงถึงความเหลื่อมล้ำที่น้อยที่สุด

ข้อมูลล่าสุด ปี2558 พบว่า ไทยมี ค่า GINI อยู่ที่ 0.36 อยู่อันดับที่ 40 จาก 67 ประเทศ

ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 46 จาก 73 ประเทศทั่วโลกใน ปี 2556 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วเช่น อังกฤษที่มี ค่าGINI อยู่ที่ 0.33 หรือสหรัฐที่มี ค่าGINI อยู่ที่ 0.41 ก็ไม่แตกต่างจากไทยมากนัก
การคำนวณดัชนี GINI ของไทยใช้ฐานข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน

4) โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจำนวน 52,010 ครัวเรือน โดยสำรวจด้านรายได้ทุก 2 ปี

และด้านรายจ่ายสำรวจทุกปีพบว่า

10 ปีที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำลดลงต่อเนื่อง ล่าสุด ปี2560 พบว่า ค่าGINI ของไทยด้านรายได้อยู่ที่ 0.453 ลดลงจาก 0.499 ใน ปี 2550 ส่วนด้านรายจ่ายอยู่ที่ 0.364 ลดลงจาก 0.398 ในปี 2550

5) นอกจากนี้ สถานการณ์ความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุดและ

กลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุดมีแนวโน้มแคบลงต่อเนื่อง

โดยลดลงจาก 25.10 เท่า ในปี 2550 เป็น 19.29 เท่า ในปี 2560

เช่นเดียวกับความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายสูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายน้อยที่สุด มีแนวโน้มลดลงโดยลดลงจาก 11.70 เท่าใน ปี 2551 เป็น 9.32 เท่าใน ปี 2560

6) กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยจากการสำรวจข้อมูลจริงและ

ใช้วิธีวัดที่เป็นมาตรฐานจากธนาคารโลก ทำให้ประเทศไทยไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุด

ในทางกลับกันความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายรับและรายจ่ายของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ

7) การแก้ไขลดความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

โดยเห็นได้จากการดำเนินงานผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อให้ประชาชนในกลุ่มที่มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชากรกลุ่มต่างๆอย่างเป็นธรรม เพื่อทำให้ลดความเหลื่อมล้ำลงได้
ยิ่งไปกว่านั้นภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ

ประเทศไทยมีเป้าหมายลดช่องว่างรายได้ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดกับประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุดไม่เกิน 15 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ 19 เท่า หรือมี ค่าGINI ด้านรายได้ในระดับ 0.36 ภายใน ปี 2580

8) ความเหลื่อมล้ำวัดในมิติอื่นซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกเช่น

โอกาสเข้าถึงการศึกษา การได้รับการดูแลจากรัฐในด้านสาธารณสุข การได้รับความคุ้มครองจากรัฐ ฯลฯ

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ประเทศของเราโดดเด่นกว่าอีกหลายประเทศมาก

http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/646161