วิชาเศรษฐศาสตร์  แบ่งลำดับขั้นในการผลิตสินค้า   เป็นสามขั้นคือ  

           1. การผลิตขั้นแรกหรือขั้นปฐมภูมิ (primary production) เป็นการผลิตที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติโดยตรง วิธีการผลิตง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการผลิตเพียงเล็กน้อย ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่ไม่สามารถสนองความต้องการได้ทันที ต้องนำไปแปรสภาพก่อนจึงจะสนองความต้องการได้ ตัวอย่างของกิจกรรมที่จัดเป็นการผลิตขั้นปฐมภูมิหรือขั้นแรกคือการเกษตรกรรม ได้แก่ การเพาะปลูก ทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ ประมง ป่าไม้ ฯลฯ หรืออุตสาหกรรมการขุดแร่ การทำเหมือง

          “ประเทศกำลังพัฒนา” ทั้งหลาย   ส่วนใหญ่ก็ยังพึ่งพา “สินค้าปฐมภูมิ” นั่นคือ  ผลิตเกษตรกรรม ปศุสัตว์  ประมง  ทรัพยากรใต้ดิน (ทำเหมืองแร่)  ซึ่งราคามักจะตกต่ำ   ประเทศจึงมีรายได้น้อย

           สำหรับประเทศไทยเราพยายามสร้างสังคมให้ใช้เศรษฐศาสตร์ระบบทุนนิยมมาตั้งแต่หกทศวรรษที่แล้ว   แต่การผลิตส่วนใหญ่   ก็ยังเป็นการผลิตสินค้าระดับปฐมภูมิ    ในภาคเกษตรกรรม  ไทยมีศักยภาพสามารถเพาะปลูกผลิตสินค้าเกษตรกรรมปฐมภูมิได้มากมายหลายชนิด   เช่น  ข้าว  ข้าวโพด มันสำปะหลัง  น้ำยางพารา  ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ  แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอด เพื่อสร้างมูลค่ากับสินค้าเกษตรปฐมภูมิกลับมีน้อย   หลายสิบปีที่เรายังย่ำอยูกับที่    ขายสินค้าปฐมภูมิส่งออกต่างประเทศในราคาต่ำ     ยังส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตขั้นที่สองที่ใช้วัตถุดิบที่ประเทศไทยผลิตเองกันน้อย

        2. การผลิตขั้นที่สองหรือขั้นทุติยภูมิ (secondary production) เป็นการผลิตที่ต้อง อาศัยผลผลิตอื่นมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต กรรมวิธีการผลิตมีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์เพื่อประกอบการผลิตมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการผลิตในด้านอุตสาหกรรม เช่น การผลิต อาหารกระป๋องต่างๆ การผลิตเหล็กเส้น เหล็กแผ่น การต่อเรือ การสร้างอาคารที่อยู่อาศัย ฯลฯ กิจการบางอย่างจะให้ผลผลิตที่สามารถสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ทันที เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เตียง อาหารกระป๋อง และกิจการบางอย่างจะให้ผลผลิตซึ่งต้องนำไปผ่านการผลิตขั้นอื่นก่อนจึงจะใช้ประโยชน์ได้ เช่น เหล็กเส้น และเหล็กแผ่น เป็นต้น 

      3. การผลิตขั้นที่สามหรือขั้นตติยภูมิ (tertiary production) เป็นการผลิตในลักษณะการให้บริการด้านการขนส่ง การค้าส่ง การค้าปลีก การประกันภัย การธนาคาร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผลผลิตเคลื่อนย้ายจากการผลิตขั้นที่หนึ่งไปขั้นที่สอง และไปสู่ผู้บริโภคได้สะดวก รวดเร็ว มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพดีขึ้น

        ครั้นมาถึงยุคเศรษฐกิจ 4.0 ที่ภาคอุตสาหกรรมเกิดการปฏิวัติดเทคโนโลยีอย่างทั่วด้าน   จะใช้เทคโนโลยีระดับสูงกันหมด    ประเทศไทยย่อมหมดโอกาสที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านั้น   เพราะไม่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เทคโนโลยี

         ถึงจะมีโรงงานผลิตสินค้าไฮเทคขึ้นได้   ก็จะเป็นได้แค่ “รับจ้างต่างชาติผลิต” เท่านั้น

         น่าเสียดายที่หกสิบปีท่านมา   รัฐไทยและนายทุนไทยทอดทิ้งโอกาสที่พัฒนา “อุตสาหกรรมต่อยอดสินค้าการเกษตร”  ที่เป็นการผลิตลำดับขั้นที่สอง   ให้เจริญก้าวหน้าเข้มแข็งจนอยู่ในระดับนำห้าของโลก

        จึงเปิดโอกาสให้ประเทศที่เคยด้อยพัฒนากว่าไทย  มีโอกาสที่จะไล่ทัน  ละอาจแซงหน้าไทยในด้านนี้ได้ไม่ยาก