สมบัติ ภู่กาญจน์

‘การสื่อสารสองทาง’ ด้วยวิธีเปิดคอลัมน์ ถาม-ตอบปัญหาประจำวัน ที่อาจารย์ของผม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เริ่มทำขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน เมื่อปลายปี พ.ศ.2493 ‘จุด’อารมณ์กวีให้กับนักอ่าน ผู้มีทั้งสติปัญญารวมทั้งความรู้ความสามารถ ให้เกิดขึ้นอีกไม่น้อย ในอดีตของสังคมไทย

ผมอยากจารึก‘สิ่งดีในอดีต’เหล่านี้เอาไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ และระลึกถึง ว่า ในหมู่มวลชนคนไทยนั้น ยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่อีกมากมายนัก ถ้าเราจะรู้จัก‘วิธีการสื่อสาร’กับเขา ให้เขาได้มีโอกาสที่จะแสดงส่วนดีในตัวตนอย่างใดอย่างหนึ่งของเขา ให้ปรากฏออกมา

ดังเช่นการกระทำของอาจารย์คึกฤทธิ์

หลังจากที่เริ่มแนะนำ การสื่อสารด้วยกานท์กวี( ขออนุญาตแปลให้คนรุ่นใหม่ทราบว่า กานท์แปลว่าบทกลอนนะครับ) เกิดขึ้นในหน้าหนังสือพิมพ์ได้สองสามครั้ง คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้รับจดหมายจากท่านผู้อ่านผู้ใช้นามแฝงว่า ‘ชาวสวนพลู’ ถามปัญหามาสั้นๆด้วยข้อความดังนี้

เหตุไฉนใยเล่า เราเรียกชื่อ
อินเดียนคือว่า “แขก” แปลกไม่หาย
จีนเรียก “เจ๊ก” ขันจริงทั้งหญิงชาย
ชาวยุโรปเรียกหมาย “ฝรั่ง”เอย

คำถามดังกล่าวนี้ แค่จะคิดคำตอบเป็นภาษาหนังสือธรรมดาก็น่าจะไม่ง่ายอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้ถามถามมาเป็นกลอน ผู้ตอบอย่างคึกฤทธิ์จะทำอย่างไร ไม่ให้ผู้ถามผิดหวังน่ะหรือ ? นี่คือคำตอบจากคึกฤทธิ์ ที่ตอบปัญหานี้ไว้เมื่อปี 2493 วันที่ 26 ตุลาฯ

เพราะคนไทยนั้นสุภาพไม่หยาบหยาม
จึงเรียกนามคนอาศัยให้เพราะหู
จีนเรียก “เจ๊ก”แปลว่า “อาว์” ช่างน่าดู
แม้นว่าอยู่ไปจนเฒ่า เฝ้าเรียก “แป๊ะ”

แปลว่าตา พ่อของแม่ แน่หนักหนา
หญิงเรียก “ซิ้ม” ก็คือ “น้า”อีกนั่นแหละ
ด้วยเหตุนี้ เจ๊กจึงพากันมาแยะ
เพราะไทยแนะ ว่ามิใช่ใครอื่นมา

ชาวอินเดีย หอบผ้า เอามาขาย
ก็วุ่นวาย ดีใจใครมาหา
ร้องเชื้อเชิญ เรียกว่า “แขก”แปลกหน้ามา
แปลว่า อาคันตุกะ ต้องพะนอ

แขกดีใจ ว่าอีนี่ ช่างดีจริง
ซื้อทุกสิ่ง แล้วยังมี กะกลีกะหลอ
กะโฮ้ มีอะรายๆ ขายไม่พอ
ชักชวนต่อ พายุโรป มาพบไทย

เห็นหน้าขาว ชาวไทย สนใจนัก
เฝ้าถามทัก เพื่อนยา มาจากไหน
แขกเรียกว่า “ฟารังกี้” ดีกระไร
จึงปราศัย เรียก “ฝรั่ง” ตั้งนามเอย

หลังจากตอบปัญหานี้ วันรุ่งขึ้น ก็เป็นการถามตอบปัญหากันตามภาษาปกติธรรมดาอีกสองสามวัน แต่พอถึงวันที่สี่ ผู้อ่านซึ่งใช้นามแฝงว่า “ตรึก บางปลาม้า” ก็เกิดข้อสงสัยนี้ เขียนมาถึงคึกฤทธิ์ ถามว่า
คึกฤทธิ์ คิดลึกซึ้ง ปราดเปรียว
ถามสิ่งใดน่าเฉลียว ตอบได้
เพียงสมองท่านคนเดียว เห็นแปลก
หรือท่านได้ ใครไว้ ช่วยชี้ช่องทาง
คำถามนี้ได้รับคำตอบจากคึกฤทธิ์ ว่า

คึกฤทธิ์ ใช่คิดซึ้ง ปราดเปรียว นักเอย
ความคิดไป่เฉลียว ทุกด้าน
ผิว์ตอบแต่คนเดียว คงผิด จังพ่อ
ที่พึ่งถึงสิบแปดล้าน* จึ่งโม้ได้เสมอ

นี่ละครับ การสื่อสารด้วยกานท์กวี ที่อาจารย์ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านได้พยายาม ‘คิด แล้วทำ’ ไว้เมื่อเกือบเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา ซึ่ง สิบแปดล้านที่ผมใส่หมายเหตุไว้นั้น คือจำนวนประชากรของประเทศไทยในปี พ.ศ.นั้น และ โลก ณ ขณะนั้น ก็แตกต่างจากวันนี้มากมายในเกือบทุกภาคส่วน

ยกเว้นส่วนเดียว คือ ความพยายามสร้างปัญญาให้กับมวลชนคนไทยในยุคนี้ มีน้อยกว่ายุคนั้นมาก แม้แต่ความคิดที่จะตอบคำถาม(ผ่านสาธารณชน)ให้ได้ถ้อยความเฉียบคมกินใจอย่างนี้ มวลชนในประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะได้รับฟังจากใครน้อยเต็มที

เรื่องราวเหล่านี้ยังไม่จบครับ เพราะเพิ่งจะเริ่มต้น และไคลแมกซ์ที่ผมจะนำเสนอ ‘สิ่งดีในอดีต’ภาคนี้ก็ยังมาไม่ถึง กรุณารอไปสัปดาห์หน้า ยังจะมีสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านี้อีกครับ