เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย นำบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ เข้ายื่นหนังสือถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาย้าย นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่ง โดยนำรายชื่อบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำแนบหนังสือร้องเรียนดังกล่าวด้วย

นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ได้รับการร้องขอจากบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ร้องขอความเมตตาจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดมีบัญชาให้ย้ายนายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากนับแต่นายสุทธิพงษ์ ได้รับมาตำแหน่ง มีพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์ต่อการกระจายอำนาจ ไม่ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจ ไม่ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความเข้มแข็ง ไม่เข้าใจบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างความแตกแยกให้กับในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สร้างความขัดแย้งระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน ไม่ส่งเสริมความปรองดองตามนโยบายของรัฐบาล ดังปรากฏจากหนังสือซักซ้อมหรือสั่งการที่เป็นลักษณะเชิงบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามทั้งที่ตนไม่มีอำนาจ อาทิ

1.การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือประชาชนระดับอำเภอที่ข้อเท็จจริง ที่ว่าการอำเภอมีศูนย์ดำรงธรรมอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ที่รับผิดชอบเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์จากประชาชนโดยตรงอยู่แล้ว แต่เสมือนเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนงบประมาณแก่สำนักงานท้องถิ่นอำเภอ ซึ่งอันที่จริงไม่มีลักษณะเป็นราชการส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเคยทักท้วงไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

2.การให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเพศหญิงหรือคู่สมรส สมัครเป็นแม่บ้านท้องถิ่นไทย เสมือนเป็นการแข่งขันกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีแม่บ้านมหาดไทยอยู่แล้ว จึงเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน

3.การสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดงานวันเด็กแห่งชาติ วันสงกรานต์หรือวันอื่นใดอันมีลักษณะใกล้เคียงกันตรงกับวันนั้นๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินบางคนทักท้วง ซึ่งข้อทักท้วงดังกล่าวยังมิได้เป็นที่ยุติและมิได้มีการนำเสนอต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่วินิจฉัย เช่น คณะกรรมการกฤษฎีกา หรือศาลปกครองเสียก่อน เพื่อให้เกิดเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม อย่างยากลำบาก และเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การจัดการสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือกสายงานอำนวยการและบริหารท้องถิ่น มีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหลายประการที่อาจส่อไปในทางไม่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม เมื่อมีการทักท้วงหรือร้องขอให้มีการตรวจสอบกลับเพิกเฉย สร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่ทุกฝ่าย จนนำมาซึ่งความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดสอบและองค์กรของรัฐโดยรวม

5.การสั่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นห้ามใช้รถฉุกเฉิน (EMS) ไปรับผู้ป่วยกลับบ้านหรือให้บริการประชาชนในด้านที่เกี่ยวข้อง เป็นการบีบรัดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องทำงานเพื่อบริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารอย่างยากลำบาก และไม่เอื้อต่อการช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที เพราะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดความไม่มั่นใจว่า หากดำเนินการช่วยเหลือประชาชนจะต้องถูกเรียกเงินคืนหรือถูกดำเนินคดีทางวินัย อาญา และแพ่ง จากหน่วยตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งนอกจากไม่ได้แก้ไขปัญหาให้เกิดความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพเพื่อบริการประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ยุ่งยากซับซ้อนเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วย

6.การที่นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำกัด ได้สร้างความทุกข์เข็ญทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสให้แก่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศกว่า 10,000 คน โดยการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในฐานะที่ตนเป็นประธานฯได้มีมติให้มีการโอนหนี้ของลูกหนี้ประธาน(ผู้กู้)ไปให้ลูกหนี้อุปกรณ์(ผู้ค้ำประกัน) รับผิดชอบแทนทั้งที่ลูกหนี้ประธานยังรับราชการอยู่ มีรายได้ประจำทุกเดือนกลับไม่ดำเนินการใดๆ กับลูกหนี้ประธานแต่ทางตรงกันข้ามกลับไปบังคับให้ลูกหนี้อุปกรณ์รับผิดชอบแทน ทำให้เกิดความโกลาหลปั่นป่วนและสร้างความแตกแยกในหมู่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไปทั่วประเทศ สร้างความร้าวฉานระหว่างสมาชิกสหกรณ์กับคณะกรรมการสหกรณ์รวมทั้งเจ้าหน้าที่สหกรณ์

และจากพฤติการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การล่มสลายของสหกรณ์แห่งนี้ในที่สุด เนื่องจากไม่มีสมาชิกสหกรณ์ผู้ใดกล้าที่จะเป็นผู้ค้ำประกันให้กับสมาชิกที่ต้องการกู้เงินอีกต่อไป เมื่อไม่มีสมาชิกสหกรณ์กู้เงินได้ สหกรณ์ก็จะไม่มีดอกผลที่จะเกิดจากเงินกู้ เมื่อไม่มีดอกผลเกิดขึ้นก็จะไม่มีเงินมาหมุนเวียนเพื่อชำระหนี้และบริหารกิจการของสหกรณ์ สหกรณ์ก็จะไม่สามารถบริหารกิจการได้อีกต่อไป รวมทั้งในฐานะเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กลับไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ข้าราชการชั้นผู้น้อย นอกจากไม่รับฟังเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่แล้ว ยังใช้อำนาจให้ทุกคนต้องปฏิบัติตามตน ทั้งที่ระบบสหกรณ์นั้นเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในหมู่คณะ และเป็นเสมือนโรงเรียนฝึกฝนประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนได้เรียนรู้ในการใช้สิทธิใช้เสียงของตนโดยตรง โดยต้องบริหารสหกรณ์ด้วยระบบกฎหมายควบคู่ไปกับระบบคุณธรรม เมตตาธรรม อันเป็นหลักพื้นฐานของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคีปรองดอง

แต่นายสุทธิพงษ์ กลับมีพฤติกรรมตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้จากการที่สมาชิกสหกรณ์ร้องขอให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อมาแม้ว่าคณะกรรมการสหกรณ์ฯจะกำหนดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ที่สมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของตนเนื่องจากสมาชิกสหกรณ์ล้วนแต่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ต้องให้บริการประชาชนในการร่วมกับประชาชนในพื้นที่จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสุข ความรัก ความสามัคคี ความปรองดองให้เกิดขึ้นในพื้นที่ แต่นายสุทธิพงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กลับมีพฤติกรรมไม่ส่งเสริมกิจกรรมเหล่านั้น กลับกำหนดจัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการจงใจกลั่นแกล้งสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่มิให้เดินทางมาประชุมได้สะดวก ทั้งที่ก่อนหน้านี้การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์มีการกำหนดตรงกับวันหยุดราชการทุกครั้ง นอกจากนั้นนายสุทธิพงษ์ฯยังใช้อำนาจในฐานะเป็นประธานในที่ประชุมไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมประชุมกว่า 700 คน อภิปรายแสดงความเห็นในวาระที่สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องและเป็นประเด็นที่สมาชิกสหกรณ์มีความคับข้องใจ จนทำให้การประชุมดังกล่าวไม่อาจประชุมต่อไปได้เนื่องจากสมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่เดินออกจากห้องประชุม (walk out) จนเหลือสมาชิกสหกรณ์ไม่ถึง 50 คน ซึ่งตามกฎหมายสหกรณ์และข้อบังคับสหกรณ์ไม่อาจประชุมต่อไปได้ แต่นายสุทธิพงษ์ กลับดำเนินการประชุมต่อจนจบวาระอย่างผิดกฎหมาย

ด้วยเหตุผลบางส่วนข้างต้นนี้ สมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทยพร้อมด้วยข้าราชการส่วนท้องถิ่นทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำจึงกราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดมีบัญชาให้ย้ายนายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง เพราะหากนายสุทธิพงษ์ ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะสร้างความเสียหายแก่ราชการอย่างใหญ่หลวง สร้างความแตกแยกให้กับทุกฝ่ายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมทั้งยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนลดแรงศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลลง