เสือตัวที่ 6

การเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐไทย ของขบวนการสร้างความแตกแยกในพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทย ยังคงดำรงการต่อสู้อย่างต่อเนื่องไม่ได้เสื่อมคลาย หากแต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับเคลื่อนการต่อสู้ที่แนบเนียนขึ้นและให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่การก่อเหตุร้ายในพื้นที่ ด้วยแนวคิดสุดโต่ง เพื่อสร้างสภาวะของความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นกับชาวไทยพุทธในพื้นที่ และการสร้างความรุนแรงด้วยการก่อเหตุร้ายอย่างที่ผ่านมาเพื่อสะท้อนความไม่ปกติสุขในพื้นที่ให้สังคมภายนอกเห็นว่า ความขัดแย้งของคนไทยมุสลิมในพื้นที่ที่ต่อสู้กับรัฐไทยนั้น เกิดจากความไม่เป็นธรรมของรัฐที่กระทำต่อพี่น้องคนในพื้นที่นั้น เริ่มกระทำได้ยากขึ้น และเสียงตอบรับจากสังคมภายนอกประเทศ จากการเห็นดีเห็นงามกับคนในพื้นที่ที่ใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหานั้น ไม่มีเสียงตอบรับเท่าที่ขบวนการร้ายแห่งนี้คาดหวัง ประกอบกับความอ่อนล้าของกองกำลังติดอาวุธของขบวนการ เริ่มปรากฏชัดขึ้น

การขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับโหมดใหม่ ด้วยการมุ่งเน้นไปที่การสะสมบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกกับรัฐไทยให้เกิดขึ้นกับทั้งคนรุ่นใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา และที่อยู่นอกระบบการศึกษาของรัฐ ตลอดจนญาติพี่น้อง และครอบครัวของผู้ต้องขังในคดีความมั่นคงในพื้นที่ที่กำลังถูกจองจำในเรือนจำของรัฐในพื้นที่ โดยมีการก่อกระแสแนวคิดคับแค้น ข้องใจให้เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย อันจะนำไปสู่การสร้างแนวร่วมขบวนการสร้างความรุนแรงในพื้นที่ ให้ดำรงคงอยู่อย่างต่อเนื่องและมีพลัง เปรียบประดุจการหล่อเลี้ยงไฟใต้ไม่ให้มอดดับลงไปง่ายๆ ในลักษณะ “ไฟสุมขอน” ที่ยังสะสมความรุนแรงอยู่ภายใน ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย รอคอยเพียงโอกาสที่มีเงื่อนไขในการประทุลุกโชนขึ้นของไฟสงครามที่บรรดาแกนนำทางความคิดของขบวนการร้ายแห่งนี้ มิเคยหยุดยั้งแนวคิดให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐในการปกครองดินแดนตามที่ต้องการ

สอดคล้องกับแนวคิดของนักการทหารและเป็นนักวิชาการในคนๆ เดียวกัน ที่ท่านผู้นี้ คว่ำหวอดกับการต่อสู้เพื่อพยายามดับไฟสงครามหรือสยบความรุนแรงที่แกนนำทางความคิดของขบวนการ พยายามสุมไฟให้คนในพื้นที่เกลียดชังคนที่มีความเชื่อต่างกันทางศาสนา และนำไปสู่การยุยงส่งเสริมให้ความเห็นต่างเหล่านั้น ขยายตัวไปสู่ความเกลียดชัง ถึงขั้นลงมือเข่นฆ่าคนเห็นต่างได้อย่างเลือดเย็นโดยไม่มีเหตุผลทางศาสนาใดๆ รองรับการกระทำเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย และนักคิด นักวิชาการที่เป็นนักการทหารท่านนั้น ก็คือ พล.อ.ชินวัตร แม้นเดช ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยต่อสู้กับความรุนแรงในช่วงหลังการปล้นปืนค่ายกองพันพัฒนาใหม่ๆ และได้ต่อสู้ทางความคิดกับคนเห็นต่าง เพื่อนำความจริงชุดใหม่ที่จริงกว่า เข้าไปหักล้างความ (ไม่) จริง ที่นักคิด แกนนำขบวนการ พยายามกล่อมเกลาให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา

ด้วยแนวคิดที่ว่า วาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้น ผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่มีชุมชนเชิงเดี่ยวในพื้นที่ 3 จชต. เป็นฐานรองรับ มันคือความคุกกรุ่นของแนวคิดอุดมการณ์ที่เรียกว่า “ชาติพันธุ์ชาตินิยมและศาสนาเชิงจารีตนิยม” ที่มีรอยต่อของการแบ่งแยกคนในพื้นที่กับคนที่มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกันที่ปะปนไปกับแนวคิดชาติพันธุ์นิยม เพื่อแบ่งแยกคนในพื้นที่ออกจากคนทั่วไป ทั้งยังสอดใส่ความคิดเกลียดชังแอบแฝงอยู่ รอยต่อเหล่านั้น เปรียบเสมือนดั่ง “ไฟสุมขอน” ที่พร้อมจะปะทุ เป็นไฟแห่งความขัดแย้ง เกลียดชังและความรุนแรงเกิดเป็นรอยแยกที่ปรากฎให้เห็นมาอย่างยาวนน ทั้งการดำเนินการอย่างลับๆ และที่อำพรางผ่านกิจกรรม รวมทั้งการสัมมนาตามสถานศึกษาต่างๆ ในพื้นที่ สิ่งสำคัญที่นักคิด นักการทหาร นักวิชาการที่มีใจเป็นธรรมและเป็นผู้ที่เจริญแล้ว นั่นคือการปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ ต่างจะต้องตระหนักรู้ร่วมกันอย่างจริงจัง และมองเห็นภัยที่ไม่พึงประสงค์ในสังคมบ้านเราเราอาจต้องร่วมกันตั้งโจทย์ ณ วันนี้ว่า เราจะร่วมกันดับไฟสุมขอน เหล่านั้น ให้มอดและดับสนิทลงได้อย่างไร เพื่อก้าวเดินไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้วิถีแห่งสังคมเฉพาะที่เราต้องการ ตลอดถึงการร่วมกันสร้างความกินดีอยู่ดีร่วมกันของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

การบ่มเพาะแนวคิดแปลกแยกของนักคิดขบวนการร้าย ที่กำลังกระทำอยู่อย่างต่อเนื่องในขณะนี้ มันคือหนึ่งในวาทกรรมศาสนาเชิงจารีตนิยม และถูกสร้างขึ้นมาผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ก่อให้เกิดการเกลียดชังคนเห็นต่างอย่างไร้เหตุผล พล.อ.ชินวัตร กล่าวต่อว่า แท้ที่จริงแล้วในหลักคำสอนของอิสลาม รองรับด้วยตรรกะ มีความยืดหยุ่น และเปิดสังคมมนุษย์ให้สามารถอยู่ร่วมกัน ภายใต้ความหลากหลายอย่างกว้างขวางมาก ทั้งยังไม่เคยอนุญาตให้มีการเข่นฆ่าผู้คน ไม่ว่าเขาเหล่านั้น จะมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างไร้มนุษยธรรม เหล่านี้คือวาทกรรมที่นักจิตรวิทยาของขบวนการ ใช้หลอกล่อคนในพื้นที่โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา เกิดแนวคิดวัฒนธรรมเชิงเดี่ยว ที่ปฏิเสธการอยู่ร่วมกันของมนุษยชาติท่ามกลางความแตกต่าง

การต่อสู้ของรัฐไทย จึงต้องปรับตัวให้ทันกับกลยุทธ์ใหม่ของฝ่ายขบวนการ และหันมาระดมนักคิด นักวิชาการ นักการทหาร หล่อหลอมร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้ทางความคิดกับนักคิดของขบวนการร้ายแห่งนี้ อย่างเป็นระบบ มีทิศทาง และทรงไว้ซึ่งพลังในการถาโถมเพื่อดับไฟสุมขอนให้มอดดับลงอย่างสิ้นซาก นำกระบวนการต่อสู้ทางความคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การยุติกระบวนการสร้างความเชื่อที่ไม่ได้อยู่บนฐานความจริงหรือตรรกะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงหรือตรรกะเหล่านั้นเป็นความจริงที่ถูกบิดเบือน ที่แกนนำทางคามคิดของขบวนการ ต้องการสร้าง “ไฟสุมขอน” ซึ่งพร้อมปะทุเป็นไฟแห่งความขัดแย้งและรุนแรงในอนาคตได้ทุกเมื่อที่โอกาสอำนวย

การดับไฟที่กำลังลุกไหม้ในอดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน จึงเป็นเพียงความต่อเนื่องของการแก้ปัญหา ที่ทำให้กลุ่มคนแนวคิดสุดโต่ง ไม่สามารถก่อเหตุร้ายได้โดยง่ายเหมือนในอดีต แล้วนำการพัฒนาเชิงวัตถุ เข้าไปยัดเยียดเข้าไปให้คนในพื้นที่ โดยหลงลืมไปว่า ขบวนการร้ายแห่งนี้ ยังคงสั่งสมบ่มเพาะความคิดแปลกแยก เกลียดชัง สู่ความคับข้องใจ ให้มากพอจนนำไปสู่การเข่นฆ่าผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล ดังนั้น การทำให้กลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง นิยมความรุนแรง จำต้องลดบทบาทการก่อความไม่สงบลง จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น หากแต่การที่จะดับไฟสุมขอนให้ได้อย่างสิ้นเชิงต่างหาก คือการแก้ปัญหาไปถึงก้นบึ้งของไฟใต้ที่แท้จริง เพราะธรรมชาติของไฟ เมื่อมีเชื้อเพลิง อ๊อกซิเจนที่พอเหมาะ ก็จะลุกโชนขึ้นเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าอย่างน่าสะพรึงกลัว ซึ่งเป็นสัจธรรมของ “ไฟสุมขอน” ในโลกแห่งนี้ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้